เท่าที่ผมเกิดมา  จำความได้มากมายเกี่ยวกับการเมือง  แบบชาวบ้านๆ

 

ที่อยากเล่าเรื่องนี้  เพราะว่าจากผลการลงประชามติ  ที่คนบ้านผม  คนภาคผมส่วนมากลงมติ  ไม่รับร่างฯนี้... 

 

 เกิดคำถามขึ้นมามากมายในใจผมเองว่าทำไม  และทำไมนะ ??

เมื่อมองลงไปตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้  โดยใช้ความทรงจำ  ใช้จิตวิญญาณความเป็นลูกคนอิสานที่เติบโตมาจากท้องทุ่ง  ไร่นา  แต่สามารถเดินขึ้นมาถึงจุดที่ความคิดเป็นอิสระ  ทั้งการเงินและความคิด

   เริ่มต้นที่เรื่องเล่าจากขนบท  แบบบ้านของผมก่อนก็แล้วกันครับ

   เมื่อ 20 ปีก่อนผมชอบเดินตามพ่อ  ไปบ้านนั้นบ้านนี้ขณะเลือกตั้งและก่อนเลือกตั้ง   พ่อจะมีบัญชี  รายชื่อคนที่มิสิทธิ์ทุกๆคนในหมู่บ้าน  เราเดินไปสำรวจ  และจดชื่อ  และพ่อก็จะแนะนำว่ากาแบบนี้ๆ  คนนี้

  

 และเราก็เอาบัตรประชาชนเขามา   เมื่อถึงวันเลือกตั้งหรือก่อนเลือกตั้งนั้นก็จะมีการจ่ายเงิน  สมัยนั้นเริ่มที่10-20 บาท  ต่อมาเป็น 50 บาท  เป็น100   200  300  500  บาทเป็นลำดับ

  

 ไม่ว่าจะมีการเลือก  สส  หรือสจ  ก็จะได้เดินตามพ่อไปเช่นนี้  ผมเป็นลูกพ่อ  ผมสนุก  ผมสนใจการเมือง  เพราะผมเคยช่วยพ่อแจกเงิน  จดชื่อทุกๆครั้ง

  

ก่อนจะมีการเลือกตั้งก็จะมีการมาหาพ่อ  มาบอกให้ช่วย  หรือที่เราเรียกว่าหัวคะแนน  ก็จะมีค่าตอบแทน  หรือการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆมากมาย  เช่นงานบุญ  ของใช้  ถนน  สะพาน  ประปา ฯลฯ 

   

 สภาพเช่นนนี้เป็นอยู่ตั้งแต่ผมจำความได้จนกระทั้งครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นเมื่อตอนอยู่ปี1  

  

  เมื่อผมมองพัฒนาการทางการเมือง  มองการเติบโตทางความคิดเกี่ยวกับระบอบการปกครอง  การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบบ้านผม  มันมาสุกงอมที่การออกประชามติ  ผมเห็นชัดที่สุดก็ตอนนี้

  

  ผมสามารถสรุปประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้(น่าจะเป็นเช่นนี้)

       - คนบ้านผมเป็นคนดี  ใครบอกไม่ดีผมจะเยงเด้อครับ  ดีมากๆ  ดีจริงๆ  ดีจนเกรงใจคนไม่ดี  ดีจนตามไม่ทัน  ดีจนถูกใช้ประโยชน์จากความดีมาเป็นฐานแห่งอำนาจ  ฐานแห่งการกระทำที่ไม่มีจริยธรรมที่พอเพียง  จนกลายเป็นเปลี่ยนแปลงมาตรฐานทางจริยธรรม  มาตรฐานทางความเชื่อที่ผิดเพี้ยน....

    

 - ด้วยวัฒนธรรมประชาธิบไตยแบบการเลือกตั้ง  การตอบแทน  และการให้  อันเนิ่นนาน  ผ่านระบบตัวแทน  ระบบหัวคะแนนที่เข้มแข็ง  ยาวนานเป็นหลายสิบปี  ยาวนาน  ผ่านคนเป็นรุ่นๆ  กลายเป็นปรัชญา  เป็นอุดมการณ์และความเชื่อไปแล้วว่าประชาธิปไตยต้องเป็นแบบที่เขาคุ้นชิน

  

  -วัฒนธรรม  ความเชื่อแบบนี้  ประชาธิปไตยแบบบ้านผมถูกย้ำว่าต้องเป็นแบบนี้ แบบตอกฝาโลงความเชื่อไปเลย  ต้องเป็นการเลือกตั้งและเลือก สส  ตามที่หัวคะแนนแนะนำและบอกเท่านั้น  คือระบบอำนาจแบบประชานิยม  เนื่องจากความไม่รู้เท่าทัน  ความพร่องเดิมทางฐานะ  ทางทุนสังคมที่ร่อยหรอ  ทางวัฒนธรรมแบบเปิดกว้างและเปิดรับ คนบ้านผม  เมื่อเขาให้เขาก็เป็นนาย  เงินล้าน  30 บาท ยาง  โคล้านตัว    เขาเหล่านั้นไม่ค่อได้สนใจหรอกว่ามันมีที่มาอย่างไร  มันดีไม่ดี  แต่มันมาถึงเขา  เขารอด  เขาสบาย  เขาได้โอกาสและประโยชน์  ที่เขาไม่เคยได้  ความไม่เท่าเทียมทีเกิดขึ้นตลอดการพัฒนาประเทศหลายสิบปี  โอกาสมาถึงเขาแล้ว   ดังนั้นการเมือง  ประชาธิปไตยในนิยามของพี่น้อง  พ่อเฒ่า คนทั้งหลาย  คือการให้  คือการช่วยเหลือ.....

  

 -การแถมความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง  การแถมจริยธรรมที่ผิดเพี้ยน  การให้เพือให้ได้มาซึ่งอำนาจ  ได้พรากจิตวิญญาณแห่งความดีงาม  และจิตที่รักความถ฿กต้อง  ไปจากพี่น้องชาวอีสาน  หลายๆปี  จนยากที่จะเข้าใจ  ยากที่จะมาคุยกันอีกว่าอะไรคือโกง  ไม่โกง  อะไรคือพอเพียง  อะไรคือจริยธรรม  อะไรคือผลประโยชน์ทับซ้อน  อะไรคือชาติ  ศาสนและกษัติรย์   โดยเฉพาะวันนี้ผมฟังว่าผอ พี่เทขอนแก่นไปสัมภาษณ์ชาวบ้านทางช่อง11    เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่รับร่างนี้คือ  การไม่ต้องการให้มีอะไรที่เหนือกว่าคำว่าประชาธิปไตย  ที่ว่าเหนือกว่านันคืออะไร...

      มีมุมมองอีกหลายอย่าง  มันมีเหตุผล  มันมีความจำเป็นที่พี่นน้องชาวอีสานบ้านของผมต้องเลือกแบบที่  มีที่มา  มี่ที่ไป  ยาวนานและยาวนาน  เป็นเพราะระบบ  เป็นเพราะคนที่ยึดโยงเอาผลประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ชาติและ....

 

      เรื่องพี่น้องชาวบ้านผม  เป็นการแสดงให้เห็นถึงปมที่เราต้องเรียนรู้  เข้าไปแก้ไข  เข้าไปรับฟัง  แลกเปลี่ยนและเยียวยาแบบค่อยเป็นค่อยไป  เพราะว่าคนที่ทำให้เกิดปัญหา  ไม่ใช้กลุ่มคนที่เข้าไปก่อนหน้านี้เท่านั้น  แต่เป็นเพราะสังคมไทยเราที่มีความไม่เท่าเทียมมายาวนาน

  

 เมื่อเราเรียนรู้ที่ไปที่มาของปัญหาเราก็อาจจะเข้าใจ  ไม่โทษใครๆ  แต่พร้อมที่จะคิดหาทางช่วยกันเยี่ยวยาและสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมต่อไป

 

 แบบค่อยๆเป็นไป  มันต้องใช้เวลาอีกนาน  หรืออาจจะมิอาจเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้

   เรื่องเล่าจากเด็กสุรินทร์ครับ