What was the matter? What has been the matter? What might have been the matter...?"

ขำๆ กับครูสอนภาษาอังกฤษ: A joke for English teachers 

<h3 style="margin: 12pt 0cm 3pt"> อารมณ์ขันทำให้มีความสุขในสิ่งที่ทำค่ะไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากลำบาก เติมเรื่องหัวเราะในงานที่ทำวันละนิด จะทำให้รู้สึกดีและมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ครูภาษาอังกฤษเลยต้องหาเรื่องขำๆ ใส่ตัวอย่างเรื่องนี้ค่ะ </h3>

An English teacher at Iowa State University spent a lot of time marking grammatical errors in her students' written work.
She wasn't sure how much impact she was having until one overly busy day when she sat at her desk rubbing her temples.
A student asked, "What's the matter, Ms. Dalton?"
"Tense," she replied, describing her emotional state.
After a slight pause the student tried again,
"What was the matter? What has been the matter? What might have been the matter...?"

rubbing her templesแปลว่าอาไรหว่ามีให้เลือก 
ก. ขัดทำความสะอาดวัดที่เธอเป็นสมาชิกฌาปนกิจ
ข. ถูขมับ
ค.ลบรอยตีนกาบนหน้า 
อ่านะ เลือกถูกจะขำพอดี  (เลือกผิด จะขำมากๆๆ555)   

<h3 style="margin: 12pt 0cm 3pt"> Tense อาจแปลว่า กาล ในภาษาอังกฤษ หมายถึงหน่วยในภาคแสดงที่บอกว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต
หรือ อีกความหมายหนึ่ง แปลว่า เครียด กดดัน ก็ได้  ในความหมายนี้ครู บอกว่า กำลังเครียด ส่วนนักเรียนก็กลัวใช้ไวยากรณ์ผิดขนาดหนัก เลยประเคนให้ครู ทั้งอดีต ปัจจุบัน ความน่าจะเป็น มาพร้อม โถๆๆๆ </h3>
<p></p>

เห็นไหมคะ สิ่งที่ครูสอนหรือครูเน้นในห้องมีอิทธิพลต่อนักเรียนขนาดไหน นักเรียนเลยเกร็งไปหมดเวลาพูดกับครู กลัวใช้ไวยากรณ์ผิด แต่นั่นแหละ ใครว่าไวยากรณ์ไม่สำคัญ ดิฉันก็ว่าสำคัญนะคะ แต่มาทีหลังความหมายค่ะ สื่อสารกันก่อน มาแก้ทีหลังก็ยังไม่สาย ใช้ๆ ไปก่อน หากคนฟัง คนอ่าน หรือฟังไม่รู้เรื่องเขาก็จะถามเองนั่นหล่ะ เราจะได้รู้ว่าที่เราใช้ไปมันมีปัญหาตรงไหน แก้ไปเป็นจุดๆ แล้วจะจำได้ทีละเล็กทีละน้อยเอง แต่ประการสำคัญก็คือ ทุกครั้งที่ใช้ภาษาต้องมีผู้โต้ตอบกับเราเสมอ มีคนตอบเสมอ เหมือนตีแบดฯ นั่นแหละ ตีไปไม่มีคนโต้กลับมาเมื่อไหร่จะเล่นเก่งเล่นเป็นสักทีแล้วจะหาเรื่องใช้ให้ได้จริงๆ อย่างไร วิธีหาคือเข้าแชตรูมที่เป็นห้องนานาชาติ ส่งอีเมล์หาเพื่อนต่างชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งหรอก มาเลย์ สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น ด้วยกันนี่แหละก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้ฝึกนะคะ แม้ว่าจะพิมพ์เสมือนคุย แต่ก็ได้คิดว่าจะใช้ภาษา ใช้คำแบบไหนดีไม่ใช่เหรอคะซ้อมไว้ สักวันอาจได้ใช้ ดีกว่าไม่ใช้เลยนะคะ ถึงแม้ว่าการเรียนการสอนภาษาเท่าที่ผ่านมาจะเน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างไรก็ตาม ครูภาษาอังกฤษส่วนมากยังอดเป็นห่วงความถูกต้องของภาษาและไวยากรณ์ของนักเรียนไม่ได้ใช่ไหมคะ

</span><p>ปัจจุบันมีแนวคิดการสอนภาษาต่างๆนานา task-based, content-based, project-based, network-based สารพัดสารพันจะสรรหากันมา พยายามที่จะทำยังไงก็ได้ที่จะทำให้นักเรียนใช้สื่อสารได้ เหมาะสม ถูกต้องด้วยยิ่งดีไปใหญ่ นั่นสิ ไม่มีทฤษฎีไหนสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เห่อกันสักพักเดี๋ยวก็เลิกไป เรายึดทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งไม่ได้หรอก มันต้องเอามารวมๆ กันแบบแกงโฮ๊ะบ้านดิฉันนั่นแหละ ภาษานะไม่ใช่สูตรทางคณิตศาสตร์การที่คนๆ หนึ่งจะพัฒนาความสามารถทางภาษาต่างประเทศได้ มีปัจจัยหลายอย่างทีเดียว สาธยายไม่หมด อย่างไรก็ตาม สังคมการใช้ภาษามันเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ ประชากรโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษส่วนมาก จะไม่ใช่ฝรั่งเจ้าของภาษาอีกต่อไป เป็นเอเชียหัวดำอย่างเรานี่หล่ะ เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่โตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ต เพราะภาษาหลักในโลกออนไลน์คือ ภาษาอังกฤษ อีกอย่างคือ พวกเราที่ต้องเป็นผู้ใช้ภาษาอังกฤษที่กระตือรือร้น หาโอกาสให้ตัวเอง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีราคาถูกอย่างอินเตอร์เน็ต ใครไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในการพัฒนาความรู้ตัวเอง พัฒนาความรู้ในองค์กร หรือเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้อื่นและแสดงความเป็นตัวตนของเราในสังคมออนไลน์ น่าเสียดายมากค่ะ การมีตัวตนในโลกออนไลน์เหมือนมีบัตรประชาชนอีกใบเลยนะคะ และบัตรนี้ ใช้ได้ทั่วโลกค่ะ   </p>