ความจริง บันทึกนี้ต้องการแสดง ผลจากการลงไปควบคุมไข้เลือดออก เมื่อ  2 เดืนก่อน ว่าได้ผลอย่างไรบ้าง  ลองอ่าน  Holistic Corner : ไข้เลือกอก บูรณาการ   ดูก่อนนะครับ   แต่มันมีเรื่องน่าสนใจในการทำงานพ่วงมาด้วย เลยเอามารวมกันเล่าเป็นเรื่องเดียวกันให้ฟัง

ก่อนบันทึกนี้ ผมไปโลตัส ทุกครั้งก็จะเข้า SE-ED วันนี้ได้หนังสือ The Intelligent Investor  ของ Benjamin graham ซึ่งเป็นความรู้ เรื่องการลงทุนที่ดีที่สุด และรออ่านมานาน  ข้าง ๆ มีหนังสือ เล่าเรื่อง ความสำเร็จ ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ คนที่เขียนพ่อรวยสอนลูก  เวลาเดินดูหนังสือ   ผมมักจะอ่านสารบัญ ก่อนเสมอ มีหัวข้อที่รู้สึกชอบ ประมาณว่า

"  ไม่สำคัญว่าเราจะมาอย่างไร แต่สำคัญว่าเรากำลังจะไปทางไหน "


เวลาเล่า เรื่องว่าไปทำอะไรมา ที่ผมอยากฟังต่อก็คือ แล้วเป็นยังไงบ้าง ( ตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น )  ดีก็เล่ามา ไม่ดี ไม่ได้ผล ก็เล่ามา มีประโยชน์ทั้งดีและไม่ดี  ไม่ได้ผล ก็น่าจะมาเล่าให้ฟังด้วย

เมื่อ 4 เดือนก่อน ที่ ตำบลห้วยขะยุง มีไข้เลือดออก เป็น case แรก แล้วก็มีต่อ ๆ มา ผมไปทำงาน ด้วยความไม่คุ้นเคยแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรบ้าง  เพราะเคยแต่รักษา แต่คนไข้ เฉพาะตอนอยู่โรงพยาบาล   ( อันนี้เราต้องยอมรับความจริงนะครับ ว่าเราไม่ได้เก่งเลย  หลายเรื่องที่ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ แต่เราสามารถเรียนรู้ได้ )    เจ้าหน้าที่ก็ มีเรื่องอื่น ๆ มาดึงความสนใจ  จนเนิ่นนาน  เกิด case ที่ 2 ..........12,13,14  จน อัตราเกิดโรค 240 ต่อ แสนประชากร ( ปรกติเขาอยากให้ < 50 ต่อแสน )

ผมมาฉุกใจคิดก็ ตอนที่ มี case ดช. เกรียงไกร ซึ่งน่าจะติดจาก คนข้างบ้าน ซึ่งเป็นมาก่อนหน้านี้ ประมาณ 3 สัปดาห์  แม่ของเกรียงไกรก็เป็นด้วย แสดงว่าเราไม่สามารถหยุดการ  แพร่ไข้เลือดออกได้เลย  เหตุการณ์อย่างนี้เกิดอีก 2 กลุ่มในเวลาใกล้เคียงกัน   หนึ่งในนั้นคือ สุรเจษฐ์    ( ซึ่งก็สมควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะเราก็ไม่ได้ทำอะไร มากกว่าประชาสัมพันธ์ )  ในใจก็คิดว่า  case แรกเนี่ยก็ ไม่เป็นไร แต่ รายต่อ ๆ มานี่สิ ไม่น่าเกิดเล้ย

  ในวันต่อมา ก็เลยเกิด สงครามย่อยประจำตำบล ระหว่าง ผม+เจ้าหน้าที่ อสม อบต เทศบาล    กับ เจ้ายุงลาย+ไข้เลือดออก  ประจำหมู่บ้าน

เมื่อวาน ประชุมเจ้าหน้าที่ ศูนย์แพทย์ชุมชนห้วยขะยุง  เพื่อวางแผนจัดระบบบริการ ศูนย์แพทย์  ช่วงหนึ่งผมถามเจ้าหน้าที่ว่า เรารู้ไหมว่าเมื่อ2 เดือนก่อนที่เราไป ทำงาน ควบคุมไข้เลือดออก ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง  เจ้าหน้าที่ยิ้ม ๆ ( เพราะตอนนี้เขาให้สรุปผลงาน จังหวัดจะมานิเทศ เอกสาร หลายสิบหน้ายังไม่เสร็จ )   เห็นดังนั้น ( รูสึกออกจะลิเกเล็กน้อย )

ผมถามต่อว่า  วันที่เราไปลุยที่บ้าน สุรเจษ์ เกรียงไกร ตอนนั้นคิดอย่างไร เราไปทำไม   มีเสียงตอบหลายเสียง   " ไปสร้างความตระหนัก " , "ไปสอนกำจัดลูกน้ำ " , "ไปสำรวจ CI HI ." ,"ไปสอบสวนโรค สรุปรายงาน ส่งอำเภอ" , "ไปพ่นยา" .............

ผมบอกว่า วันที่ไปบ้านเกรียงไกร สุรเจษฐ์ ผม คิดอย่างเดียว " ไม่อยากให้เกิดอีก " ไม่สนใจว่าตัวเลขอะไร มากน้อยแค่ไหน จะเกิน 50 ต่อแสนยังไง CUP หรือ อำเภอจะทำไม่ทำ จะสั่งการหรือไม่สั่ง  แต่ " ไม่อยากให้เกิดอีก ไม่มีการติดต่อจากคนหนึ่ง ไปอีกคนหนึ่งอีก "   

 ถ้าเราคิดว่า ลด HI ถ้า HI ลดเราก็ว่าพอใจ ถ้า เราคิดสอบสวนโรค พอได้สอบสวนโรคตามรายการที่ให้ถาม ครบ เราก็พอใจ ถ้าเรากลัวถูกเจ้านายต่อว่า ถ้ามีวิธีทำให้ตัวเลขลดลงได้ เราก็พอใจกับตัวเลขที่ลดลง     เราคิดอย่างไร เราก็พอใจอย่างนั้น

 ถ้า HI ลด ถ้า เจ้านายไม่ต่อว่า ถ้าสอบสวนโรคครบทุกราย  แต่มีการติดต่อ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ก็ไม่ควรพอใจ  ผมเลยเอากราฟให้ดูว่าเกิดอะไรบ้าง

รูปแรกเป็น จำนวนผู้ป่วย เทียบค่ามัธยฐาน 5 ปี  ปีนี้ ผู้ป่วยมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประมาณปลาย พฤษภาคม ผมก็รู้สึกไม่ดีแล้ว  ที่มี รายที่ 2 ,3,4,5,6 แล้วก็ น่าจะติดต่อจาก คนที่เป็นมาแล้วเสียด้วย

รูปที่ 2 ผมเอา การเกิดโรคมาปรับสัดส่วน ให้รูปกราฟ พอเทียบเคียงกัน     เพื่อดูแนวโน้ม เทียบกับภาพรวมอำเภอวาริน ฯ เดือนที่ 4 5 6 ตำบลห้วยขะยุงสูงอย่างมาก เป็นอันดับ 2 ของอำเภอ จนเป็นตัวฉุดให้อำเภอวาริน มีสถิติสูงขึ้น


  <p>เดือนกรกฎาคม จำนวนผู้ป่วยที่ห้วยขะยุงก็ลดลงอย่างมาก   case สุดท้ายประมาณ ต้นเดือน กรกฎาคม  จนถึงวันนี้ เดือน 8    สัปดาห์ที่ 5 แล้ว ยังไม่มีรายใหม่อีกเลย  ขณะที่ อำเภอดูจะลดลงแต่ยังมีรายใหม่เกิดขึ้น ผมกะว่าอีก 2 เดือน โรคก็คงซา ไป ตามวัฏฐจักรของมัน</p><p>บอกตรง ๆ นะครับ ผมไม่สามารถการันตีได้เลยว่า วันนี้จะไม่มี DHF อีก แต่พอจะบอกได้ว่า ไข้เลือดออกที่เกิดขึ้น ในงวดก่อน ตอนนี้น่าจะพอพ้นระยะ การแพร่เชื้อแล้ว พอจะคุมมันได้บ้างดีกว่า ไม่ตั้งใจคุม</p><p>ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่า ขึ้นอยู่กับเรา คิดอะไรตอนออกไปทำ  คิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น  วิธีให้ได้ตัวเลขสักตัว มีหลายวิธี  มีครั้งหนึ่ง เมื่อปีก่อน ผมได้ยินกับหู เลยว่า ถ้าเจอ case มีไข้ สงสัยไข้เลือดออก แต่ดูดี ยังไม่ส่งโรงพยาบาล เพราะเดี๊ยว case ไข้เลือดออกขึ้น > 50 ต่อ แสน   ผมเห็นมีการมาแก้จำนวนผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้ว สงสัย ว่าน่าจะเป็น แต่ไม่ยืนยัน เพื่อลดจำนวน   เวลานิเทศน์จะได้ดูดี   มันเป็นวิธีง่ายที่สุด แต่แย่ที่สุด เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย จากตัวเลขนั้น ( ที่ดีที่สุดคือยอมรับความจริง )  แล้วคนเรามักจะเลือกที่ง่ายที่สุดเสียด้วย</p><p>ตอนแรกที่เราทำไม่ได้ดี มีการระบาดเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะเอาใจใส่  แต่กลับไม่ได้ทำ ก็ต้องยอมรับความจริง แก้ไข ตามที่ควรจะเป็น  ด้วยความรู้สึกที่ควรจะเป็น</p><p></p><table border="1"><tbody><tr><td><h4> "  ไม่สำคัญว่าเราจะมาอย่างไร แต่สำคัญว่าเรากำลังจะไปทางไหน "</h4></td></tr></tbody></table><hr><p>เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง</p><p>1. การควบคุมโรคที่มีความตั้งใจ เรียนรู้  และรู้ว่าเรากำลังจะไปทางไหน น่าจะมีผลที่ดีเกิดขึ้น ( ได้ผล )  เรื่องนี้จะไม่สามารถสรุปว่าการป้องกันการเกิดโรคได้ผลนะครับ แต่ถ้าเกิดแล้ว เราน่าจะสามารถ ควบคุมการติดต่อได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเราตั้งใจจริง และจริงใจในงาน</p><p>2.   ไม่สำคัญว่าเราจะมาอย่างไร แต่สำคัญว่าเรากำลังจะไปทางไหน </p><p>- การตั้งโจทย์ กับเหตุการณืที่เกิดขึ้น เป็นตัวกำหนดการกระทำ ถ้าเรา มีโจทย์ว่าจะลด หรือเพิ่มตัวเลข  ให้ดูดี เราก็จะสรรหาวิธีทำให้ ตัวเลข เพิ่ม หรือ ลด  และมักจะหาวิธีที่ง่ายที่สุดอยู่บ่อย ๆ    คำตอบที่ได้ไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์  สุดทางแล้ว แม้มันจะดูดีก็ตาม     แต่ถ้าโจทย์ของเรา อยู่ที่คุณค่า และความหมายของงาน  คำตอบที่ได้ถึงแม้ยังไม่ดี  แต่ก็น่าพอใจ และเดินหน้าให้ดีขึ้น ต่อได้ </p><p></p>