ปุจฉามีคำถามจะฝากนมัสการเรียนถามหลวงปู่เกี่ยวกับธรรมะข้อหนึ่งคะ "เชื่อว่า จิตกับใจแยกจากกันได้จริง (ไม่ใช่ตอนตายหมายถึงตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่)ทำได้อย่างไรเช่นเวลาที่กายเจ็บป่วยแล้วใจก็เศร้าหมองเราจะมีทางระงับได้อย่างไรเพื่อไม่ให้กายเป็นนายของใจ"
หลวงปู่ วิสัชนา

จริงๆแล้วคำถาม ถามค่อนข้างจะสับสนก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่องจิตกับใจแยกกันได้จริงหรือไม่หลายคนอาจจะสงสัยว่าอะไรคือจิต และอะไรคือใจ
จิตในภาษาธรรมะ วิชาการศาสนา เขาเรียกมันเป็นสภาวะธรรมจิตนี้เป็นสภาวะธรรม ไม่มีรูปร่างแต่ต้องการที่อยู่ธรรมชาติของจิตคือมีความซึมสิง ซึมทราบ มีตัวรู้เมื่อจิตไม่มีรูปร่างต้องการที่อยู่ มีคุณสมบัติคือรับรู้อารมณ์รับรู้สภาวะธรรม ที่อยู่ของจิตก็คือกายนี้
ส่วนใจหรือภาษาบาลี หรือภาษาวิชาการศาสนา เขาเรียกว่า หะทะยังหรือหัวใจ มีสันฐานกลมเหมือนดอกบัวตูม ใหญ่เล็กเท่าเจ้าของกับกำปั้นของคนๆนั้นรูปร่างจะใหญ่โตเท่ากับกำปั้นของผู้เป็นเจ้าของใจๆนั้นใจนี้มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เหมือนโรงงานสูบน้ำเพราะฉะนั้นจิตอิงอาศัยกายและใจนี้ โดยภาษาธรรมะแล้วจิตนี้เปรียบดั่งพลังงาน มีอำนาจเหนือการควบคุมของสมองสำหรับผู้ไม่ได้รับการฝึกปรือ แต่ถ้าผู้ควบคุมแล้วคือฝึกปรือแล้วก็สามารถควบคุมจิตนี้ให้ดำรงค์ตั้งมั่นหรือแยกออกจากกายและใจนี้ได้การควบคุมหรือการฝึกปรืออันนั้น ก็ได้มาจาการเจริญสติและทำให้สติตั้งมั่น เมื่อสติตั้งมั่นอยู่ในจิตนี้แล้วเราก็จะควบคุมจิตนี้ได้ไม่ให้รับความรู้สึกจากเวทนาที่ปรากฏทางใจหรือเวทนาที่ปรากฏทางกาย
คำถามที่ถามว่า ทำอย่างไรที่จะแยกจิตออกจากใจ ก็คือ ต้องฝึกต้องมีสติ ฝึกให้จิตนี้ปรากฏสติทุกดวงที่เกิดดับจนเป็นความชำนาญสามารถแยกจิตออกจากใจได้เมื่อจิตออกจากใจก็คือเหมือนกับจิตที่ออกจากกาย กายตรงไหนที่เป็นทุกข์เดือดร้อนเช่นปวดขา ปวดมือ ปวดหัว ปวดท้อง อาการปวดเป็นเวทนาเมื่อจิตนี้สามารถแยกออกจากใจได้ก็คือไม่รับรู้อารมณ์ที่ปรากฏขึ้นเวทนานั้นก็จะไม่มีอำนาจ คือจะไม่มีอำนาจครอบคลุมกายนี้มีเรื่องอยากจะบอกคุณอีกนิดหนึ่งว่า โดยธรรมชาติของกายมีสมองเป็นผู้ควบคุมการทำงานของกาย มีใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองมีจิตเป็นผู้ควบคุมการทำงานของสมอง ใจ กาย จิตจะทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ในและนอกกายนี้เมื่อฝึกจิตดีแล้วกายนี้ก็ย่อมไม่มีอิทธิพลต่อจิต