เป็นครูต้องเป็นนักสร้าง ไม่ใช่แค่สอน ต้องสร้างให้เขามีพัฒนาการ เด็กเก่งอย่าคิดว่าเก่งทุกเรื่อง มันแค่บางเรื่อง เด็กเก่งมีจุดอ่อนมากมาย บางคนเก่งแต่ในตำรา ทำโครงการไม่ได้ แต่การทำโครงงานจะทำให้รู้ว่ามีจุดอ่อนอย่างไร

 %e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%28small%29

(ของฝากจากชุมชนและญาตในเมืองผู้อารี)

เช้านี้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน เจอความคิดโดนใจของอาจารย์นิพนธ์ ศรีนฤมล อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดังนี้.. 

..โครงงานวิทยาศาสตร์สมารถพัฒนาให้เด็กเป็นนักวิจัยได้ การเรียนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ขั้นตอนต่างๆมันเยอะไป ผมเลยเปลี่ยนให้เด็กมาทองทำเลย เน้นให้คิดเอง ไม่ว่าจะเรื่องกิ้งกือ ไมยราบ คิดจากปัญหาใกล้ๆตัว เป็นเรื่องที่เด็กสนใจ เรื่องต่างๆ เกิดจากการเล่น เพราะพอสนุกแล้วก็จะค้นหาคำตอบ เกิดการค้นคว้า ก่อนจะมาประยุกต์ใช้บนเครื่องมือที่จำกัด เป็นต้นว่าจะเอาอะไรมาทดแทน มีการปรับเปลี่ยนประยุกต์ เกิดกระบวนการคิด  

ครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง เราต้องยอมบอกว่าไม่รู้บ้างก็ได้ เรียนรู้กับเด็กไป ครูต้องรู้จักตั้งคำถาม ไม่ใช่ให้คำตอบ เพราะจะทำให้เด็กเกิดแนวทางจากคำถาม สำหรับโครงงานที่ผมเป็นที่ปรึกษา จะถามเด็กว่า..คุณคิดอะไร สนใจอะไร มีแนวคิดอย่างไร ไม่ต้องมาบอกประโยชน์ว่าทำแล้วได้อะไร ซึ่งคนไทยมักคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ ก็เลยไม่ทำ ที่สำคัญคือเด็กต้องคิดเอง เขาจะเจอประสบการณ์ ล้มลุกของเขาเองหัวใจของความเป็นครูต้องเป็นนักสร้าง ไม่ใช่แค่สอน ต้องสร้างให้เขามีพัฒนาการ เด็กเก่งอย่าคิดว่าเก่งทุกเรื่อง มันแค่บางเรื่อง เด็กเก่งมีจุดอ่อนมากมาย บางคนเก่งแต่ในตำรา ทำโครงการไม่ได้ แต่การทำโครงงานจะทำให้รู้ว่ามีจุดอ่อนอย่างไร 

วิชาโครงงานมีความสำคัญ คือช่วยพัฒนานักเรียนทุกด้าน ทั้งเนื้อหา กระบวนการคิด กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทำงานเป้นกลุ่ม ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การสื่อสาร ช่วยให้สมองทำงานทั้งสองซีก สุดท้ายคือรู้จักนำเสนอ ทำยังไงที่จะอธิบายโครงงานที่ทำมากว่าสองปีให้คนเข่าใจได้ใน10-15 นาที 

เด็กไทยไม่ชอบวิทยาศาสตร์ (ชอบแต่Copyศาสตร์) เพราะการเรียนการสอนมันไกล มองไม่เห็นภาพ ก็อย่างบอกว่าเกิดฝนตก เพราะน้ำระเหยเป็นไอ รวมตัวเป็นเมฆ ควบตัวกลายเป็นหยดน้ำฝน มันเป็นทฤษฎีอยู่ในกระดาษ อย่างนี้ไม่น่าสนุก ถ้าจะสนุกก็คือต้องแสดงให้ดู มีการทดลองให้เห็น ให้ได้เล่น (ควรพิจารณาหลักสูตร และฝีกอบรมครูสอนวิทยาศาสตร์) 

ทั้งหมดนี้ผมได้เรียนรู้จากหนังสือพิมพ์ ที่รางงานข่าว เด็ก3คนจากโรงเรียนเตรียมอุดม สามารถชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ในรายการIntel International Science and Engineering Fair (ISEF) ประจำปี 2550 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  โดยคว้ารางวัล Grand Award อันดับหนึ่ง จากโครงงานที่ชื่อความลับในการหุบใบของต้นไมยราบ คว้ารางวัลจากผู้ส่งประกวด1,500โครงงาน จาก51ประเทศทั่วโลก เจ้าของโครงงานสุดเจ๋งนี้ คือ ณัฐนรี ศิริวัน, กรวิชญ์ นิยมเสถียร, และ ณฐฬส สุโภไควณิช  

เรื่องนี้ทำให้ผมย้อนมาดู การทำโครงการของลูกศิษย์ตัวกะเปี๊ยกระดับประถมของโรงเรียนเม็กดำ ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวน และเพื่อนครูออกแบบกระบวนการตามสไตล์โรงเรียนไกลปืนเที่ยง ทำเรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ ไก่ดำ และอีกกลุ่มทำเรื่องการขุนโคในโรงเรียน จะเห็นว่าการทำโครงงานถ้าทำจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในกรุง หรือโรงเรียนในชนบทล้วนมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง

ผู้อำนวยการโรงเรียนเล่าว่าเด็กพวกนี่เมื่อไปเรียนต่อที่อื่น จะไปมีบทบาทเป็นผู้นำในโรงเรียนใหม่ทั้งสิ้นการเพิ่มกระบวนการเรียนภาคปฏิบัติทำให้เด็กๆอยู่กับความเป็นจริง เขาจึงจริงจังกับการเรียนมากขึ้น เด็กกลุ่มที่ว่านี้จะไปแสดงผลการเรียนผ่านนิทรรศการวิชาชีพในโรงเรียน ในงานUKM.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามวันที่23-24เดือนนี้ครับ