จากอาชีพพยาบาล ทำงานห้องคลอดจนชำนาญ ขนาดตรวจภายใน ประเมินได้แม่นยำ บอกคุณหมอได้ว่าคุณแม่คนไหนคลอดเองไม่ได้แน่ ๆ ต้องช่วยคลอดด้วยวิธีต่าง ๆ 

ขณะอยู่ห้องคลอด มีหน้าที่ให้การปรึกษากับผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วย การอบรมเป็นผู้ให้การปรึกษาในสมัยนั้นช่วยฝึกทักษะให้ไม่ได้มากนัก รู้สึกอึดอัด คับข้องใจทุกครั้งที่พูดคุย เลยตัดสินใจไปเรียนต่อ จนวันนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป

การเรียนปริญญาโทสาขาวิชาจิตวิทยาคลินิกทำให้รู้ว่า พยาบาลกับจิตวิทยาคลินิก ที่จริงไม่สามารถนำไปปฏิบัติงานได้ตรงตามสาขาวิชาชีพ เพราะไม่ใช่นักจิตวิทยาที่ทำงานกับผู้ป่วยจิตเวช แต่ก็ประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมสุขภาพจิต เฝ้าระวัง ประเมินความผิดปกติ และให้การช่วยเหลือในกรณีที่ยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาได้ดี

การทำหน้าที่เป็นผู้ให้การช่วยเหลือทางด้านจิตใจ นอกเหนือไปจากการเรียนตามหลักสูตร ตามหลักทฤษฎีวิชาการเรื่องต่าง ๆ แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฝึกทักษะจนเกิดความชำนาญ รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาในระหว่างที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นมือใหม่ เพื่อให้คำแนะนำ ปรับเทคนิควิธีการให้การช่วยเหลือ เพราะปัญหาจิตใจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตรวจประเมินด้วยเครื่องมือหรือแบบทดสอบทางจิตวิทยาเพียงอย่างเดียวแล้วบอกได้ทันทีว่าป่วย ต้องใช้ทักษะการสังเกต การถาม การฟัง การพูด ฯ ลฯ ของผู้ปฏิบัติเป็นเครื่องมือ

ถ้าเปรียบเทียบกับการประเมินความก้าวหน้าในระยะคลอดของพยาบาลผู้ดูแล ก็ใกล้เคียงกันตรงสิ่งที่เราประเมินอยู่เรามองไม่เห็นด้วยตา หากไม่มีประสบการณ์มากพอ หรือขาดผู้นิเทศ ที่ปรึกษา ก็อาจใช้เวลานานในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และค้นคว้าพัฒนาด้วยตนเอง ดังเช่นผู้ก่อตั้งทฤษฎีทางจิตวิทยาหลายท่านในอดีต