การแข่งขันเพื่อมุ่งสู่ชัยชนะร่วมกัน เริ่มกันที่การสร้างความสามารถในองค์กรขึ้น

วันนี้อ่านบทความในคอลัมน์ SMEs Movement ของกองบรรณาธิการ วารสาร เพื่อนธุรกิจ SMEs โดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMED) ฉบับ พ.ค. - มิ.ย. 2007 แล้วน่าสนใจที่จะนำมาเล่าให้ฟังในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เริ่ม ซบเซา และมีการปิดตัวเองลงเรื่อยๆ  และการแข่งขันด้านการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียด้วยกัน จากที่ประเทศไทยนั้นมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรุดหน้ารวดเร็วในระดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศจีน อินเดีย และเวียดนามในปัจจุบัน กลับพบว่าเราเริ่มถดถอย ลดลงเรื่อยๆ จากในอดีตเราเคยมีอัตราเติบโตที่สูงมาก คือ ร้อยละ 8-9 ต่อปี ณ ปัจจุบันที่ผ่านมา ลดลงมาเหลือร้อยละ 4.5 ในปี 2549  และในปี 2550 นี้ ก็คาดการณ์กันว่าเหลือแค่ร้อยละ 3-4 เอง  ซึ่งเมื่อนำแนวคิดเรื่องความสามารถในแข่งขัน (Competitiveness) ของ นายไมเคิล พอตเตอร์ ซึ่งมองว่า ความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะของประเทศนั้นวัดจาก "ผลิตภาพ (Productivity)" เช่น การดูจาก GDP การพิจารณาความสามารถในการผลิตของประเทศ จากการใช้ทรัพยากรมนุษย์  เงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันมีนักกลยุทธ์ในหลายประเทศได้เสนอเรื่อง ของ "ทุนทางปัญญา" (IC: Intellectual Capital) เข้ามาเป็นปัจจัยการพิจารณาความสามารถในการแข่งขันด้วย

ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของไทยนั้น ต้องอาศัย Dynamic Diamond Model หรือ The Diamond of National Advantage ในการปฏิบัติการเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินการแข่งขันได้ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 4 ประการคื

1) ปัจจัยด้านเงื่อนไข (Factors Conditions) คือ ความสามารถในการปรับจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็ง หรือ "การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส"

2) ปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand Conditions) คือ การสร้างอุปสงค์ หรือความต้องการให้เกิดขึ้นในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ

3) ปัจจัยด้านความสัมพันธ์และการสนับสนุนอุตสาหกรรม คือ การสร้างคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นทั้ง Primary, Secondary และ Tertiary Industry หรือทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ

4) ปัจจัยด้านกลยุทธ์ธุรกิจ โครงสร้างและการแข่งขัน  ความสำเร็จของธุรกิจอยู่ที่การสนับสนุนภาครัฐบาลโดยให้เอกชน หรือภาคธุรกิจเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ

ในแนวคิดเรื่องของความสามารถในการแข่งขันมีหลายธุรกิจ และหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยยอมรับในเรื่องของ "คลัสเตอร์ (Cluster) หรือ "กลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรม (Industrial Cluster)" คำว่าคลัสเตอร์ เป็นการรวมกลุ่มของบริษัทหรือธุรกิจ อุตสาหกรรมที่มีความสัมพันธ์กันในกลุ่ม  ซึ่งเชื่อมโยงด้วยสิ่งที่ร่วมกันและประกอบกันอย่างสมบูรณ์  คลัสเตอร์ยังมีทั้งแนวตั้งและแนวนอน  แต่ส่วนใหญ่จะรวมทั้งผลิตภัณฑ์หรือบริการซัพพลายเออร์  ส่วนประกอบเครื่องจักร  สถาบันการเงิน  ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหรืออาจรวมสถาบันการศึกษา  การฝึกอบรม  และการสนับสนุนด้านเทคนิค ฯลฯ

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs หากสามารถนำแนวคิดทั้ง 4 ประการของ ไมเคิล  พอตเตอร์  มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจ การตลาดและการสร้างโอกาส ซึ่งปัจจัยทั้ง 4 ประการ  เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประกอบธุรกิจหากท่านมีการจัดทำแผนธุรกิจ สำหรับบริษัทของท่าน  ซึ่งครอบคลุมสาระสำคัญด้านการตลาด  การขาย การบริหารทรัพยากรมนุษย์  การผลิต และการเงิน  จะช่วยทำให้ท่านมีเป้าหมายในการบริหารธุรกิจที่ชัดเจนและประเมินผลได้

ปัจจัยเรื่องคลัสเตอร์ เป็นแนวคิดใหม่ที่เพิ่งมีการพูดถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้  ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่จะนำมาพิจารณาในการรวมกลุ่ม  หรือหาพันธมิตรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน  ที่จะร่วมมือกันในการผลิตสินค้าเฉพาะชิ้นส่วนที่มีความชำนาญ และนำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน  การสร้างคลัสเตอร์การผลิตจะทำให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน  และใช้ความชำนาญเฉพาะด้านในการผลิตทำให้สินค้ามีคุณภาพดี  และตรงกับอุปสงค์ของผู้สั่งซื้อ  เหมือนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์  ซึ่งมีผู้ประกอบการระดับ SMEs จำนวนมากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่แตกต่างกัน  และต่างฝ่ายต่างเป็นผู้จำหน่ายให้อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์  เป็นต้น 

 ดังนั้น SMEs ในประเทศคงต้องปรับตัวเองให้สามารถดำรงตนอยู่ได้ในสภาวะธุรกิจ และสภาพการดำเนินงานในปัจจุบัน เพื่อต่อสู่ทางธุรกิจให้เกิดผลดีที่สุด และสิ่งหนึ่งที่ต้องมองคือ  การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจทางการค้าทั้งภายใน และภายนอกประเทศ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของธุรกิจแบบ Win - Win คือ ชนะด้วยกันทั้งคู่