เป็นไปได้ไหมครับที่ลูกหลานเราจะเรียนผ่านBlogอย่างเต็มรูปแบบ   โดยการเรียนช่วงชั้นประถม-มัธยมให้อยู่ในระบบโรงเรียนตามเกณฑ์กฎหมายภาคบังคับ หลังจากนั้นออกมาอยู่บ้านช่วยทำงานในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ศึกษาหาความรู้จากโลกอินเตอร์เน๊ต เช่น การเข้ามาเป็นสมาชิกG2K. :ซึ่งเด็กๆจะได้พบความรู้ทุกศาสตร์ ได้รู้จักครูบาอาจารย์หลากหลายพร้อมที่จะเอื้ออาทรความรู้ ทำงานบ้านไปเรียนไป.. ต้องการความรู้เพิ่มเติมก็เข้ามาขอคำปรึกษาหารือจากครูเครื่อง(Blogger)  เอาคำแนะนำนั้นไปทดลองใช้ในกิจกรรม ได้ผลประการใดก็ไต่ระดับต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ  

ด้วยวิธีนี้อาจจะมีเด็กและครอบครัวจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยและมีความพร้อมที่จะดำเนินการ ดีกว่าจะผลักไสให้ลูกหลานไปจ่อมจมอยู่ในโรงเรียนแบบหน้าชื่นอกตรม (จากการบอกเล่าของผู้บริหารโรงเรียน พบว่ามีเด็กกึ่งหนึ่งที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ การอ่านและเขียนไม่ออกก็มีไม่น้อย บางทีเด็กพวกนี้อาจจะเรียนได้ดีในวิธีอื่น แต่เราจัดการศึกษาแบบมัดมือชก) การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เรากลับขืนใจและบังคับให้เด็กเรียนอย่างทุกข์ทรมาน ยังไม่มีทางออกที่ดีและหวังผลได้ ใช่หรือไม่ 

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยังไม่มีการจัดการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ที่จริงแล้วมันสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Home School เป็นอย่างดี ถ้าเราปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กรักการเรียน สนใจไขว้คว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เนื้อหาสาระความรู้ที่ต้องการในแต่ละวัน จะเป็นความรู้ตรงตามความต้องการ ที่จะนำมาใช้ประโยชน์โดยตรง การเรียนตามอัธยาศัยถ้าพิจารณาจากการใช้ Blog เป็นเครื่องมือ จะมีความเป็นไปได้อย่างมาก

การเรียนเช่นนี้จะช่วยปิดช่องโหว่เรื่องความไม่พร้อมต่างๆลงได้บ้าง  ส่วนจะผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับนิสัยใจคอของผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ลูกหลานเราไม่หยิบโย่ง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกิดความเห็นอกเห็นใจพ่อแม่ เรียนรู้ชีวิตกับงานเชิงประจักษ์ ตระหนักรู้ว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทนั้น ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานอะไรบ้าง ที่สำคัญจะช่วยให้เกิดสำนึกรักบ้านเกิด รักครอบครัว รักสังคม ประเทศชาติ 

เพื่อให้เห็นภาพตรงจุดนี้ชัดขึ้น ขออนุญาตเชิญท่านบางทรายมาร่วมอธิบาย ดังนี้ : จะเรียนแบบเงียบๆ จะเรียนแบบดังๆ จะเรียนไปนั่งไขว่อีเก็ก ซดกาแฟโฮกใหญ่ก็ไม่มีใครมาดุด่า ใครขยันมากจะแหกตาเรียนกันยันสว่างตำรวจก็ไม่จับ  เรียนไปโดดไปออกกำลังกายสักพักแล้วเข้ามาก็ไม่ผิดประเพณี ฮีตคองอะไรที่ไหน

เพื่อร่วมเรียนก็มีสารพัด คนก็มี สัตว์ป่าก็มี อิ.อิ.(ก็นายเสือ(ครูเสือ) กะนายสิงห์(สิงห์ป่าสัก) อยู่ร่วมกัน รักกันจะตายไป นี่แหละห้องเรียนจริงๆหละ เรียนแบบธรรมชาติจริงๆ ทฤษฎีชั้นเรียนนั้นหมดสมัยตั้งแต่เริ่มศัตวรรษที่ 20 แล้วนะครูนะ 

ไม่เชื่อดูครูลูกหว้าบ่นซิ ลูกศิษย์แอ๊บแบ๊วอะไรน่าเขกเข่านัก ให้ทำรายงานดันไป copy มาส่งครูลูกหว้า ทั้งผิดๆ อย่างนี้เขกเข่าไม่พอ เอาหนังยางยิงตะปอมข้างละทีอีกด้วย แล้วสำทับไปว่า "หัวมีไว้ให้คิด ไม่ใช่เอามาตั้งบนบ่าเฉยๆ หนักคอเปล่าๆ" หา ห่า ห้า....

การเรียนด้วยวิธีนี้จะมีตัวช่วยเยอะ ไม่เหมือนเรียนในระบบที่อาจารย์ลูกหว้าโอดครวญว่าเด็กเอาแต่ copy มาส่ง ไม่ยอมเรียนรู้จริง ส่วนใหญ่เอาเวลาไปทำอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคุณภาพของเด็กไทยเป็นไปในแนวนี้ ถามว่าการศึกษาในระบบจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ หรือลากเข็นกันไปให้จบๆ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะไม่มีนักศึกษาเอ๋อเต็มประเทศรึครับ

 เรื่องนี้น่าจะมีกลุ่มนักการศึกษา มาพิจารณาการส่งเสริมหรือรองรับการเรียนตามอัธยาศัยให้มากขึ้น (หรือมีกรรมการมาวางระเบียบมันยิ่งจะยุ่งไปใหญ่) ถ้าไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งจะมาวางกรอบวางเกณฑ์ให้ยุ่งยากอีก ผมมองว่าบทบาทหน้าที่ของกรรมการคณะนี้อาจจะมาออกมาตรการรองรับ ในกรณีที่เด็กต้องการวุฒิทางการศึกษา พร้อมเมื่อไหร่ก็ขอเข้ามาสอบประเมินผลความรู้ได้ เช่น กำหนดว่าต้องสอบวิชาอะไรบ้าง การเทียบโอนหน่วยกิตติ หรือพิจารณาจากกิจการที่ทำประจำวันประกอบด้วย สอบสัมภาษณ์ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีเรียนรู้ การค้นคว้าความรู้ ต่อยอดความรู้ และผลลัพธ์ของการใช้ความรู้ ทั้งหมดนี้เป็นความคิดหยาบๆคร่าวๆ ที่ย้อนมากล่าวถึงประเด็นนี้เพื่อประคองคนที่ละล้าละลังกับการที่ต้องการจะได้วุฒิการศึกษา ส่วนกลุ่มที่สร้างงานได้เองเขาไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าจะถูกหรือผิดและเว่อไปรึเปล่า ช่วยกันคิดต่อดีไหมครับ