GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

รัฐบาลไทยกับการค้าแบบของแลกของ (Barter Trade)-: ภัยการค้าส่งออก?

เนื่องจากเป็นการแลกระหว่างสินค้าเทคโนโลยีราคาแพงกับสินค้าเกษตรพื้นฐาน ไทยจึงอาจมีความจำเป็นต้องแลกด้วยไก่ราคาถูกกว่ามาตรฐานจำนวนมหาศาล เพราะรัสเซียต้องมีการกดราคาเผื่อการส่งขายนอกตลาดรัสเซีย อีกทั้งเป็นสินค้าเน่าเสียได้อันไม่อาจเทียบได้กับการชำระเป็นเงิน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาต่อเกษตรกรในท้ายที่สุดหากเราเจรจาพ่ายแพ้ในเรื่องระยะเวลาการชำระหนี้และการส่งไก่ เช่นปัญหาภาษีทุ่มตลาด (Antidumping Duty) หรือ ภาษีคุ้มกัน (Safe Guard-Countervailing Duty) ในประเทศที่ 3
               เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา ผมไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระหว่างที่นั่งรอพบแพทย์ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่ง พูดถึงเรื่องการทำบาร์เตอร์เทรดไก่(ฯลฯ) กับอาวุธสงครามว่าอาจส่งผลร้ายต่อผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยได้ ซึ่งการวิเคราะห์และความเห็นในบทความดังกล่าวนับว่าคล้ายคลึงกับความเห็นของผมด้วย มันทำให้ผมเข้าใจว่าไม่ได้เป็นพารานอยด์ (โรคหวาดระแวง)แต่อย่างใด
                ในบทความดังกล่าว หากชาวบ้านทั่วไปมาอ่านคงจะไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย คนความรู้น้อยฝีมือต้อยต่ำอย่างผมจึงขออนุญาตถือวิสาสะแปลและยกเอาบางส่วนมาอธิบายเพื่อให้ท่านๆที่ไม่ถนัดทางด้านนี้ได้เข้าใจถึงความสำคัญของนโยบายนี้
                บาร์เตอร์เทรด หรือการค้าของแลกของ ในกรณีเครื่องบินรัสเซียกับไก่ไทยก็เป็นการทำบาร์เตอร์เทรดขนานแท้อย่างหนึ่ง ที่ผมว่าขนานแท้ก็เพราะว่าไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การซื้อขายอยู่ที่ราคาสินค้าที่เท่ากัน เช่น ปีกเครื่องบิน 1 ปีกต่อปีกไก่ 3 แสนปีก เป็นต้น เหมือนที่เราเรียนตอนเด็กแหละครับ (แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าไก่รัสเซียไม่น่าจะแพงเพราะเห็นมี Supply จำนวนมากแถวนานา) ที่รัฐบาลบอกว่าดีเพราะจะเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของเกษตรกรไทย นั้นโดยเบื้องต้นผมเห็นว่าถูกต้องครับแต่ข้อเท็จจริงที่บอกอาจไม่ครบถ้วน และอยู่ที่นิยามของคำว่า “เกษตรกร” และความสม่ำเสมอของดีมานด์ (ความต้องการสินค้า) ในตลาดเดียว ซึ่งผมจะอธิบายทีหลังครับ (หากแต่เราต้องการเป็นครัวของโลกนะครับ)
                เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจผมขออธิบายคร่าวๆไปตามลำดับเหตุการณ์นะครับ
ก.      ขั้นการเจรจาสัญญา
ในขั้นนี้เป็นการตกลงระหว่างกัน ที่ผมจะยกคือเรื่องราคาสินค้า ปริมาณ คุณภาพสินค้า และระยะเวลา
-          ราคาและปริมาณสินค้า เนื่องจากเป็นการแลกระหว่างสินค้าเทคโนโลยีราคาแพงกับสินค้าเกษตรพื้นฐาน  ไทยจึงอาจมีความจำเป็นต้องแลกด้วยไก่ราคาถูกกว่ามาตรฐานจำนวนมหาศาล เพราะรัสเซียต้องมีการกดราคาเผื่อการส่งขายนอกตลาดรัสเซีย อีกทั้งเป็นสินค้าเน่าเสียได้อันไม่อาจเทียบได้กับการชำระเป็นเงิน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาต่อเกษตรกรในท้ายที่สุดหากเราเจรจาพ่ายแพ้ในเรื่องระยะเวลาการชำระหนี้และการส่งไก่ เช่นปัญหาภาษีทุ่มตลาด (Antidumping Duty) หรือ ภาษีคุ้มกัน (Safe Guard-Countervailing Duty) ในประเทศที่ 3 (ดังจะอธิบายในขั้นผลกระทบ)
-          คุณภาพสินค้า เนื่องจากตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาคยุโรปมีการปกป้องอย่างสูง เพื่อคุ้มครองเกษตรกรภายในประเทศและผู้บริโภค มาตรฐานของไก่ที่เราส่งออกไปยังยุโรป ต้องไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม ปราศจากสารปนเปื้อน ไม่มีการใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นไก่ที่จะได้รับคัดเลือกจากรัฐบาลจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้ไก่จากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เป็นหลัก เช่น CP ก่อน หากเหลือปริมาณเท่าใดจึงค่อยใช้ไก่จากรายอื่นๆ
-          ระยะเวลาการชำระหนี้ การส่งไก่นั้นหากเราส่งมากไปในระยะเวลาสั้นไก่อาจถูกส่งไปขายต่อในประเทศที่ 3 จนอาจกลายเป็นการทุ่มตลาด แต่เกษตรกรธรรมดารายย่อยจะมีโอกาสขายสินค้าตนมากขึ้นในระยะสั้น หากเราส่งอย่างพอเพียงเท่าที่จะตอบสนองอุปสงค์ของตลาดรัสเซีย อาจไม่มีปัญหาเรื่องทุ่มตลาดในประเทศที่ 3 แต่มีเพียง ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่เท่านั้นที่ได้สิทธิการส่งออกตามการทำ บาร์เตอร์เท-รด 
ข.       ขั้นการปฏิบัติเบื้องต้น (ผมจะอธิบายโดยคร่าวใช้ตัวเลขสมมติ ไม่เน้นรายละเอียด แค่อยากให้ท่านๆได้เห็นภาพเท่านั้น)
เมื่อเจรจากันเรียบร้อยแล้วและผมค่อนข้างมั่นใจว่าอำนาจต่อรองของไทยสู้ไม่ได้แน่นอนนั้น เราจะต้องใช้ไก่จำนวนมากส่งแลกเครื่องบิน ในราคาถูกกว่าราคาปกติ จากผลกระทบจากไข้หวัดนกผมเข้าใจว่าปริมาณการบริโภคไก่น่าจะลดลง  อีกทั้งการแลกกับสินค้าราคาสูงปริมาณไก่ที่ส่งไปยังรัสเซียจะเกินปริมาณความต้องการบริโภคไก่ในตลาดรัสเซียแน่นอน ด้วยความที่เป็นสินค้าเน่าเสียได้รัสเซียจึงอาจส่งส่วนเกินต่อไปยังประเทศนำเข้าไก่และขายในราคาที่ต่ำกว่า ราคาไก่ไทยในตลาดต่างประเทศ (ประเทศที่ 3)
ค.      ขั้นผลกระทบ
นักวิชาการและผู้บริหารธุรกิจส่งออกหลายท่านกังวลใจเรื่องนี้ ซึ่งผมเองก็เช่นเดียวกัน ผมจะแยกผลกระทบจากการกระทำใน 2 ขั้นก่อนออกจากกัน
-          ผลจากขั้นการเจรจาสัญญา  มีการเพิ่มปริมาณการผลิตกระทันหัน เพื่อตอบสนองการชำระหนี้แก่รัสเซียและยังสามารถรักษาตลาดเดิมไว้ หากผลจากขั้นตอนการปฏิบัติเป็นไปในทางลบ เราจะมีส่วนเกินจำนวนมากทันที อีกทั้งตลาดที่เคยมีก็ยังจะเสียไปด้วย ราคาไก่จะตกต่ำอย่างรุนแรงและเกษตรกรจะมีหนี้สินจำนวนมาก แต่ CP จะอยู่รอดด้วย deal ของรัฐบาลกับรัสเซียและตลาดเดิมๆที่สามารถรักษาไว้ได้ ในประเทศที่รอดพ้นจากการทุ่มตลาดของรัสเซีย
-          ผลจากขั้นการปฏิบัติ เมื่อมีสินค้าเกษตรจำนวนมากกว่าความต้องการภายในประเทศ รัสเซียจะต้องส่งไก่ที่เหลืออยู่นั้นขายในราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแน่นอนว่าไก่รัสเซีย(นานา)ต้องถูกกว่าไก่ไทย(วัดโพฯ ชั้น 3) ดังนั้น ประเทศที่ 3 ผู้บริโภคไก่จะต้องเลือกสินค้าของรัสเซียเนื่องจากราคาดีกว่าแต่คุณภาพเท่ากัน  ทำให้ส่วนแบ่งตลาดไทยน้อยลง จนกว่าจะมีการลดราคาแข่งกัน หรือประเทศที่ 3 เก็บภาษีทุ่มตลาดไก่รัสเซีย
การทุ่มตลาด(อธิบายอย่างง่าย)นั้น คือการที่ประเทศผู้ส่งออกส่งสินค้าออกขายหรือไปยังประเทศผู้นำเข้า ในราคาที่ต่ำกว่าราคามาตรฐาน หรือราคาขายภายในประเทศผู้ส่งออก ซึ่งหากเกิดเหตุดังกล่าวจริงประเทศสมาชิก WTO ผู้นำเข้าสามารถตั้งกำแพงภาษีให้สูงกว่าที่องค์การการค้าโลกอนุญาตได้เท่าที่จะเป็นการทดแทนราคาในส่วนที่ตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงได้ ทั้งนี้ต้องมีวิธีการสอบสวนที่ถูกต้องด้วย (Dumping Investigation)
ก่อนมีการเก็บภาษีทุ่มตลาดนั้นประเทศไทยมีทางเลือก 2 ทางคือ ทำ Price War หรือสงครามราคาให้ถึงที่สุด หรือ ลดราคาลงเหลือเพียงเท่าหรือมากกว่าทุนเล็กน้อย หากเลือกทางแรก เมื่อรัสเซียถูกเรียกเก็บภาษีทุ่มตลาดไทยก็จะโดนไปด้วย และผลเสียก็จะเกิดขึ้นเนื่องจากรายได้ลดลงแต่ต้นทุน (ทางภาษีศุลกากร) สูงขึ้นแทน อย่างไรก็ดีหากเลือกทางที่ 2 ผลเสียก็ยังเกิดขึ้นอยู่นั่นเองเนื่องจากความเป็นไปได้ในการทำเซฟการ์ด (Safe Guard) ของกลุ่มประเทศนำเข้าไก่
               การทำเซฟการ์ด (Safe Guard) คือการตั้งมาตรการทางการค้าเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทหนึ่งๆ เพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นแก่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นๆ เมื่อสินค้าดังกล่าวจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่ หรือกระทอก (กระแทกเป็นละลอก) ตลาดในประเทศนั้นอย่างไม่อาจคาดหมายได้ (Unpredictable)
กล่าวคือ เมื่อมีไก่เข้าสู่ตลาดจนเป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงไก่ในประเทศนำเข้า ประเทศนั้นๆอาจใช้มาตรการต่างๆเพื่อจำกัดการนำเข้า และเมื่อสินค้าประเภทไก่ถูกเรียกภาษีหรือถูกจำกัดการนำเข้าดังกล่าวแล้ว ไทยย่อมสูญเสียตลาดไป และที่เลวร้ายกว่านั้นหากเราไม่ชิงส่วนแบ่งตลาดคืนให้ได้ก่อนการทำเซฟการ์ดย่อมเป็นไปได้ว่าเราจะสูญเสียตลาดในประเทศนั้นให้แก่รัสเซียอย่างถาวรหรือเป็นเวลาหลายปีหากมีการกำหนดโควตาการนำเข้า
ผลกระทบจาก มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือมาตรการเซฟการ์ดมิได้มีเพียงเท่านั้น เมื่อประเทศอื่นๆที่นำเข้าไก่ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการถ่ายเทสินค้า (Divert) จากประเทศนำเข้าไก่ประเทศแรกที่มีการปกป้องมายังตลาดประเทศของตน ประเทศเหล่านี้ก็จะพากันใช้มาตรการปกป้องตลาดหรือเซฟการ์ดกันอีกทอดหนึ่งก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญต่อเนื่องคือ การขยายตัวของภาคการเกษตรไทยในสินค้าบางประเภทจะไม่มีตลาดรองรับ ราคาสินค้าเกษตรอาจตกต่ำ และส่งผลลบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย
                ด้วยเหตุนี้จากคำถามที่ว่าหากบาร์เตอร์เทรดเป็นข้อตกลงทางการค้าที่ดี แล้วเหตุใดจึงไม่ค่อยมีประเทศใดเขาทำกันนัก จึงสามารถตอบโดยสรุปได้ว่าการแลกของกันนั้น หากเป็นสินค้าในระดับที่ใกล้เคียงกันอาจเป็นเรื่องที่ดีเพื่อประหยัดเงินคงคลังและเงินทุนสำรอง ทั้งยังสนองผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างประเทศได้ดี (Reciprocity) (อย่างไรก็ตามรัฐบาลหรือผู้ขายสินค้าส่วนมากอยากได้เป็นเงินทั้งนั้นหากเป็นสินค้าที่ในประเทศนั้นๆไม่ขาดแคลน) แต่หากเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ หรือเป็นสินค้าที่ราคาและคุณค่าต่างกันมาก ใช้ต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยีที่ต่างชั้นกัน เช่นผลผลิตทางการเกาตรขั้นปฐมภูมิ กับสินค้าเทคโนโลยีราคาแพงแล้ว การต่อรองข้อตกลงย่อมเป็นไปในลักษณะเหลื่อมล้ำและจะส่งผลลบต่อประเทศส่งออกสินค้าที่ไม่พึ่งพาความสามรถเฉพาะและเทคโนโลยีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
                จากข้อตกลงบาร์เตอร์เทรดดังกล่าวของรัฐบาล มีผู้เสนอทางออกไว้คือคุณ Vichai, Pornsil Patcharintanakul, ผู้บริหารการส่งออกอาหารของ บริษัท CP Intertrade ว่าให้จ่ายเป็นไก่ในจำนวนที่พอเหมาะแก่ความต้องการภายในตลาดรัสเซีย แน่นอนว่าการดังกล่าวสามารถบรรเทาปัญหาได้ แต่การขยายตัวเพื่อตอบสนองข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกอยู่แก่ บริษัทใหญ่เช่น CP เป็นหลักตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และ บริษัทใหญ่เหล่านั้นสามารถอาศัยความเสถียรทางการตลาดนั้นได้เป็นเวลานาน แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วไก่ส่วนเกินดังกล่าวอาจกลับมาทำร้ายราคาไก่อีกเช่นกัน อย่างไรก็ดีในระยะสั้นข้อตกลงดังกล่าวก็นับว่าเป็นการสร้างตลาดให้สินค้าเกษตรไทยและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ของบริษัทใหญ่ก็ย่อมมีจำนวนมากขึ้นเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรบ้างเช่นกัน
                สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอเสนอแนะว่าเกษตรกรไทยควรปรับปรงและยกระดับการเลี้ยงไก่ หรือสินค้าเกษตรอื่นๆเช่น ข้าว ให้อยู่ในระดับที่ทันสมัยและยอมรับได้ในสากล (เช่น เลี้ยงระบบปิดและการควบคุมคุณภาพอาหาร ยา และฮอร์โมน) ภายใต้การ (แอบ) สนับสนุนของรัฐบาลเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการขายไก่ไปยังต่างประเทศ และ การทำบาร์เตอร์เทรดควรมีการบริหารจัดการการจัดหาไก่ให้เป็นธรรมกระจายสัดส่วนการรับขายไก่ไปตามจังหวัดต่างๆอย่างสมดุล
ฐานข้อมูลข่าว: Achara Deboonme, GLOBAL TRADE: Exporters fear barter system may backfire, Published on Jan 4, 2006 by The Nation.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 11670
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ก ขั้นเจรจาสัญญา

คำชี้แจง : ทำไมถึงต้องคิดว่าจะเราจะต้องชำระค่าสินค้าเป็นไก่ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดละครับ เพราะโดยปกติในการทำการค้า

ในระบบการแลกเปลี่ยนไม่มีกติกาใดๆ ที่จะบอกว่าเราควรจะจ่ายเป็นสินค้าหรือบริการในสัดส่วนเท่าใดเช่น 1:1 หรือ 1:1.5 ฯลฯ

ดังนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่า อยู่ที่ความทัดเทียมในการเจรจามากกว่า แต่เป็นไปได้ในมุมทีว่า ตัวเครื่องบินนั้นเป็นสิ่งทีไทยเราอยาก

มากกว่า เราก็อาจจะเสียเปรียบได้ แต่ถ้าเรามองในมุมที่ลึกมากขึ้น ประเทศรัฐเซียมีความต้องการเฉพาะไก่อย่างเดียวหรือ

ยังมีสินค้าเกษตรอีกหลายรายการที่มีความต้องการสูง ดังนั้นคณะกรรมการที่เข้าสู่การเจรจาควรที่จะทำการศึกษา ว่าเราควรจะนำ

สินค้าตัวใดมาเป็นตัว ทำ barter จะก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าใน SKU เดียวอาจทำหลายๆ SKU ก็ได้เพื่อลดความเสียเปรียบ

- ส่วนในเรื่องคุณภาพสินค้า ตามความเห็นผมคิดว่าในส่วนนี้ สามารถทำได้เพราะภาคการส่งออกสินค้าของไทย ในการส่งสินค้า

พวกแช่แข็ง หรือ แปรรูปผุ้ส่งออกต้องปฏิบัติตามมาตรการส่งออกยุโรปอยุ่แล้ว โดยทางรัฐจะต้องตั้งบริษัททื่เป็น lead ในการ

รวมปริมาณของสินค้าในแต่ละ SKU และไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท cp อย่างเดียว ก็ได้

ขอตัวเป็นทำธุระก่อน เดี๋ยวมาตอบใหม่