นมแม่ คือหยดแรกของสายใยรัก
นมแม่      คือ  หยดแรกของสายใยรัก 

การได้โอบกอดลูก  เนื้อแนบเนื้อ  การให้ลูกดูดนมแม่  ทันทีหลังเกิดนำไปสู่น้ำนมหยดแรก  ซึ่งมีคุณค่า  ในการสร้างสายใยรัก  และภูมิคุ้มกันโรคกระตุ้นให้เกิด  พลังรัก  พลังความผูกพัน  และความเอื้ออาทรต่อลูก  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  พบว่าการโอบกอดลูกดังกล่าวจะมีผลให้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  กระตุ้นให้น้ำนมแม่มาเร็ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  แม่มีระดับฮอร์โมนแห่งความรักโดยธรรมชาติ  (Oxytocin)  เพิ่มขึ้นในกระแสเลือด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และไปกระตุ้นสมองของแม่  รวมทั้งจะถูกส่งผ่าน  มาทางน้ำนมแม่ไปกระตุ้นสมองของลูกเช่นกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  ฮอร์โมนแห่งความรักที่เกิดโดยธรรมชาตินี้  แตกต่างจากฮอร์โมนสังเคราะห์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่แม่ได้รับการฉีดในระยะหลังคลอด  ซึ่งจะมีผลให้มดลูกมีการบีบตัวเท่านั้น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  ฮอร์โมนแห่งความรักที่เกิดโดยธรรมชาติก่อให้เกิดผลดีต่อแม่และลูกดังนี้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำหรับแม่</p><ul style="margin-top: 0cm">

  • ความรู้สึกเป็นสุข  สงบ  ในตัวแม่
  • ความเจ็บปวดหลังคลอดลดลง
  • ความรู้สึกรักลูกมากขึ้น
  • ความตั้งใจในการเลี้ยงลูก  สูงขึ้น  ไม่อยากทิ้งลูกไปไหน
  • สัญชาตญาณความเป็นแม่สูงขึ้น
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำหรับลูก</p><ul style="margin-top: 0cm">

  • ลูกร้องกวนน้อยลง
  • ลูกดูดนมเป็นเร็วขึ้น
  • ลูกมีความอบอุ่น  มั่นใจ
  • กระตุ้นให้มีการหลั่งสารภูมิคุ้มกันต่างๆ  ในร่างกายลูก  เช่น
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">สารช่วยปกป้องลำไส้   พบว่ามีถึง  19  ชนิด</p> พบว่า  จะช่วยให้แม่ลูกคุ้นเคยกันมากขึ้น  โดยใช้เวลาเพียง  3  วัน  เมื่อเทียบกับถ้าไม่ได้ให้มีการโอบกอดตั้งแต่เริ่มแรกจะใช้เวลาถึง  10  วัน        ภูมิคุ้มกันครบด้าน  เริ่มตั้งแต่หยดแรก  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น้ำนมแม่  มีภูมิคุ้มกันทุกหยด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีระดับสูงสุดในสัปดาห์แรก  และ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยังคงมีตลอดจนหยดสุดท้าย</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อให้ลูกจะได้ดูดกระตุ้นนมแม่  และได้รับหัวน้ำนม</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">น้ำนมในสัปดาห์แรก  (นมโคลอสตรัม)  เป็นหัวน้ำนมที่มี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สารภูมิคุ้มกันครบด้าน  เช่น  ระบบเม็ดเลือดขาว  ระบบภูมิคุ้มกันทีเซลล์  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บีเซลล์  ระบบจุลินทรีย์สุขภาพ  ฯลฯ  นอกจากนั้นยังมี  วิตามิน  เกลือแร่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำคัญ  และสารช่วยการเจริญเติบโตอีกมาก  ธรรมชาติให้มาเพื่อปกป้องลูก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในระยะแรกเกิด  ซึ่งลูกยังบอบบาง  ติดเชื้อได้ง่าย</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น…พยายามให้ลูกได้รับหัวน้ำนม  (นมโคลอสตรัม)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลังคลอดลูก</p><ul style="margin-top: 0cm">

  • ถ้าลูกปกติ  ไม่มีปัญหาใดๆ  ควรขอให้นำลูกมาอยู่ด้วยทันทีหลังเกิด
  • ถ้าคลอดแบบผ่าตัดหรือได้รับยาสลบ  ก็ให้นำลูกมาให้แม่ทันที  เมื่อแม่รู้สึกตัว
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้  พบว่าภูมิคุ้มกันในนมแม่</p><ul style="margin-top: 0cm">

  • มีความจำเพาะสำหรับลูกคน
  • มีครบด้าน  และมีระบบการทำงานเชื่อมโยงที่นมอื่นไม่สามารถทำได้  เช่น 
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สารภูมิคุ้มกัน  S-IgA ในนมแม่  นอกจากจะปกป้องทางเดินอาหาร  เมื่อถูกดูดซึม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จะไปกระตุ้นอวัยวะต่างๆ  เช่น  ทางเดินอาหาร  ทางเดินหายใจ  ทางเดินปัสสาวะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ปกป้องสุขภาพลูก</p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt">ระบบจุลินทรีย์สุขภาพในนมแม่มีมาก  และพิสูจน์ได้ว่า  ช่วยปกป้องการติดเชื้อ</li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และเสริมสร้างภูมิคุมกันได้จริง  และดีที่สุด     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระยะหลังคลอด….</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่า  แยกแม่ลูก  หรือ  บีบน้ำนมทิ้ง</p> นมแม่  ให้ภูมิคุ้มกันที่ครบด้าน  และเหมาะสมกับลูกคน  ที่ยังไม่มีนมใด  สามารถเลียนแบบได้ สมองเด็ก  กินนมแม่จะไวต่อการเรียนรู้พบว่า   พัฒนาการทางสมองจะดีกว่า  2-11  จุด  ยิ่งถ้าได้รับการเลี้ยงดู ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  ก็จะยิ่งดี   วัยทารกสมองโตเร็วนมแม่  อาหารที่ดีและครบถ้วน  ที่สมองสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ     นมแม่สารอาหารที่ดี  และครบถ้วนต่อสมองเช่น  ไขมัน  DHA  AA  กรดไซอาลิค  ทอรีน  คาร์นิทีน  นิวคลีโอไทด์  กาแลคโตไซด์ธาตุเหล็ก  สารช่วยการเติบโตของสมอง  ฮอร์โมนส่งเสริมการเจริญเติบโตของสมองต่างๆ    ไขมันในนมแม่ถูกย่อย  และนำไปใช้ได้เต็มที่  ในทารกระยะ  6  เดือนแรก  ยังมีน้ำย่อยไขมันไม่เพียงพอนมแม่ก็จะมีน้ำย่อยไขมันมาพร้อมด้วยธาตุเหล็กในน้ำนมแม่มีการดูดซึมได้ดีถึงร้อยละ  50-70  ในขณะที่ในนมผสมสามารถดูดซึมได้เพียง  ร้อยละ10สารชีวภาพเช่น  สารช่วยการเติบโตของสมอง  ฮอร์โมนส่งเสริมการเจริญเติบโตของสมองต่างๆแม่ต้องเป็นผู้ผลิตเอง  รวมทั้งสารในระบบภูมิคุ้มกัน  ฯลฯ    สารต่างๆ  เหล่านี้ทำงานประสานกันเหมือนวงดนตรีส่งผลให้  เส้นใยสมองมีการเชื่อมโยงที่ดี  มีเปลือกหุ้มหนา…  ทำให้ส่งต่อข้อมูลได้เร็วจอประสาทตาแข็งแรง…  ทำให้สายตามีความเฉียบคมสายตามีความเฉียบคม…  ทำให้  ลูกเรียนรู้ได้เร็ว    การได้อุ้มกอด  สัมผัส  กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้  ระหว่างแม่ลูก  อย่างต่อเนื่องให้ลูกกินนมแม่  แม่ก็ต้องอุ้ม  ต้องกอดลูก  ไม่ต่ำกว่าวันละ  7-8  ครั้ง  กระตุ้นให้เกิดจุดเชื่อมโยงของเส้นใยประสาท  กระตุ้นให้เกิดวงจรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ  อย่างสม่ำเสมอ สารภูมิคุ้มกันในนมแม่  ช่วยทำให้ลูกไม่ป่วยบ่อย  ทำให้สมองไม่หยุดชะงักการเจริญเติบโต  สารเหล่านี้  มีขบวนการสร้างและสังเคราะห์ในร่างกายของแม่    สด  และใหม่  พร้อมใช้ทันท่วงที  ต่างจากนมที่มีการปรุงแต่ง  กินนมแม่  ลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้  โดยเฉพาะโรคแพ้โปรตีนนมวัว ในวัยทารก  โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย  คือ  โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้  (Atopic  dermatitis)  และ  โรคแพ้โปรตีนนมวัว  (Cow’s  milk  protein  allergy) วัยทารก  โดยเฉพาะระยะ  6  เดือน  เป็นระยะที่ทารก  ยังอยู่ในระยะอ่อนแอ  เยื่อบุทางเดินอาหารทางเดินหายใจไม่แข็งแรง  ระบบภูมิคุ้มกัน  ยังสร้างได้ไม่เต็มที่  และระบบน้ำย่อยอาหาร  ก็ยังไม่แข็งแรง…จึงง่ายต่อการติดเชื้อ  สารแปลกปลอมเล็ดลอดเข้าไปกระตุ้นให้แพ้ได้ง่าย ¥  รู้จัก  โรคแพ้โปรตีนนมวัว  เกิดจากโปรตีนนมวัว  เล็ดลอดผนังลำไส้ที่ยังไม่แข็งแรง  กระตุ้นให้เกิดการแพ้ขึ้น  ¥  โรคแพ้โปรตีนนมวัว  ปัจจุบันพบได้มากจากรายงานพบได้ถึงร้อยละ  2-5  และมีแนวโน้มสูงขึ้น  เด็กไทยเกิดปีละประมาณ  800,000  คนถ้าคิดประมาณว่า  มีอัตราเกิดโรคนี้  ร้อยละ  3  ของทารกในแต่ละปี  ประเทศไทยจะมีทารกเป็นโรคนี้ประมาณ  24,000  คน¥  ให้ทารกกินนมผสม  เสี่ยงสูง   ต่อการเกิดโรคแพ้โปรตีนนมวัว  <ul style="margin-top: 0cm">

  • ถ้ามีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ในครอบครัว  ทารกที่กินนมผสมจะมีโอกาสเกิดโรคแพ้โปรตีนนมวัว  ร้อยละ  20  ในขวบปีแรกทารกกินนมแม่มีโอกาสเกิดเพียง  ร้อยละ  0.5-1.5
  • ทารกกินนมแม่ยังอาจพบโรคนี้ได้  เป็นเพราะแม่ดื่มนมวัวมากเกินไปในระยะตั้งท้อง
  • </ul>และในระหว่างให้นมลูก¥  โรคแพ้โปรตีนนมวัว  เป็นโรคที่ควรป้องกันไม่ให้เกิดกับลูก  เนื่องจาก <ul style="margin-top: 0cm">

  • วินิจฉัยยาก  ต้องมีการทดสอบ  ทดลองหลายครั้งจึงจะบอกได้
  • อาการเหมือนเด็กป่วย  เป็นโรคทั่วไป  ทำให้หลงทางในการให้การวินิจฉัยได้
  • </ul>-          มีผื่นตามใบหน้า  แขน  ขา  ลำตัว-          มีอาการท้องเสีย  ปวดท้อง  อาเจียน  ถ่ายเหลว  ถ่ายมีเลือดปน-          มีอาการ  น้ำมูกไหลไม่หาย  คัดจมูก  ไอไม่หาย  ฯลฯ <ul style="margin-top: 0cm">

  • เป็นโรคเรื้อรัง  ลูกเสียเวลาเติบโต  เวลาป่วยก็อารมณ์ไม่ดี
  • ค่ารักษาแพงมาก
  • เด็กที่เป็นโรคแพ้โปรตีนนมวัวในวัยทารก  จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นในอนาคต 
  • </ul>¥  ให้ลูกกินนมแม่  ช่วยป้องกัน โรคแพ้โปรตีนนมวัวได้  เพราะ <ul style="margin-top: 0cm">

  • ลูกไม่แพ้โปรตีนในนมแม่
  • ในนมแม่มี  ภูมิคุ้มกัน  ช่วยจับสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอาหาร  ทำให้สารเหล่านั้นไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
  • กินนมแม่ช่วยลดการติดเชื้อในลำไส้  พบว่าถ้าลูกมีการติดเชื้อ  หรือลำไส้อักเสบ  จะทำให้รับสารก่อภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น
  • </ul>