GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สรุปการฟังการบรรยายพิเศษ "แนวคิดเกี่ยวกับสังคมฐานความรู้และมุมมองในเชิงการศึกษาวิจัย"

สรุปการฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับสังคมฐานความรู้และมุมมองในเชิงการศึกษาวิจัย

โดย ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นายกสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย

8 มกราคม 2549 ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


อาจารย์เป็นคนสะสมความคิด ไมตรีจิต และหนังสือ มีหนังสือหลายหมื่นเล่ม เขียนหนังสือทุกวันจนถึงตี 3 ทุกวันตอนอาจารย์เป็นเด็ก อาจารย์อ่านหนังสือวันละเล่ม

อาจารย์ให้ข้อคิดว่าถ้าอยากเห็นอะไรเปลี่ยนเแปลงในสังคม จะต้องเริ่มที่มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยคือที่บ้านเมืองผลิตชนชั้นนำของสังคม

ในสมัยที่อาจารย์สอนหนังสือ อาจารย์ให้การบ้านมาก และให้ข้อสอบยากเพืิ่อที่จะฝึกฝนนักศึกษา

อาจารย์ชอบสร้างงานเขียน เพราะงานเขียนทำให้คนเป็นอมตะ เพราะถึงเราตายไป ความคิดและหนังสือของเรายังคงมีอยู่

ทำงานวิชาการเพราะใจรัก ความคิดโยงไปสู่การมีปัญญา

ไม่ควรจะให้การเมืองเป็นไปด้วยอำนาจอย่างเดียว ควรจะมีการนำปัญญามาใช้ด้วย

จากนั้นอาจารย์ได้พูดถึงสังคมในยุคคลื่นลูกต่าง ๆ

คลื่นลูกที่ 1 ยุคเศรษฐกิจบนฐานเกษตรกรรม

ปัจจัยในการขับเคลื่อนคือที่ดิน เพราะฉะนั้นนักรบที่ยึดที่ดินมาจึงถูกผลักดันให้เป็นชนชั้นนำ

กวาดต้อนคนมาเป็นแรงงาน สังคมชนบทจึงมีลูกเยอะ เพื่อมีแรงงานช่วยงาน

 

คลื่นลูกที่ 2 ยุคเศรษฐกิจบนฐานอุตสาหกรรม

ปัจจัยในการขับเคลื่อนคือทุน ที่ดินลดบทบาทลง มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้ผลิตออกมาได้เยอะ

สังคมไทย 52% เป็นเกษตรกร แต่รายได้ 12%

นายทุนจะเป็นชนชั้นนำของสังคมยุคนี้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตร

 

คลื่นลูกที่ 3 ยุคเศรษฐกิจบนฐานข้อมูล

ข้อมูลเป็นอำนาจ ใครมีข้อมูลจะมีพลังมากกว่าคนอื่น

ต้องใช้ข้อมูลในการบริหาร คนที่ถือข้อมูลจะเป็นผู้มีชัย และได้เปรียบ

ฉะนั้นการใช้ smart card จึงมีมุมมองที่อันตรายเพราะรัฐบาลจะมีข้อมูลของประชาชนและอาจจะใช้ข้อมูลในทางที่ผิด

ดังนั้นจึงควรมีองค์กรอิสระกำกับในการใช้ข้อมูลของประชาชน

Bill Gates ซึ่งรวยจากการทำผลิตภัณฑ์ในด้านข้อมูล รวยกว่า Buffet ซึ่งรวยจากการทำสังคมอุตสาหกรรม

 

คลื่นลูกที่ 4 ยุคเศรษฐกิจบนฐานความรู้

องค์กรที่ชนะคือองค์กรที่มีคนที่มีความรู้ แปลงจากข้อมูลให้เป็นความรู้

ในอเมริกา 70% เป็นคนที่ทำงานทางด้านความรู้ ในสิงค์โปร์ พยายามต่อฐานข้อมูลเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

เครื่องมือคือ นวัตกรรมที่ผลักดันทำให้เกิดปัญญา

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) ซึ่งจะช่วยทำให้การผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตรกรรมผลิตได้

อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างจุดเด่นของความรู้ขององค์กรตัวเอง

นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology), เทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์ (mtec)

ก็เป็นอีกเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ


สังคมก้าวหน้าได้ถ้ามีความสมดุลทางด้านนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านปรัชญา อุดมการณ์

ในอียิปต์มีเขื่อนและนักปรัชญาซึ่งซ่อนไว้ในปิรามิด ชีวิตหลังความตายสำคัญมากกว่าชีวิตปัจจุบัน อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เสียสละการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่หรูหราเพื่อความสบายในอนาคต เวลาไปเที่ยวห้ามไปเที่ยวกับคณะทัวร์ ซึ่งเน้นแต่การถ่ายรูป การไปเที่ยวเหมือนกับการไปอ่านหนังสือที่มีชีวิต

ยุโรปชนะจีนในการพัฒนาเนื่องจากมีการต่อยอดความรู้ มีการสำรวจความรู้จากที่ต่าง ๆ (related work) การทำปริญญาเอกจะต้องมีการสร้างความรู้ใหม่ที่โลกไม่เคยมีมาก่อน บังคับให้มีการตีพิมพ์ มีการโต้เถียงความคิด มีเสรีภาพในความคิดและการแสดงความคิดเห็น จะต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูล อเมริกาเป็นเจ้าโลกเพราะเทคโนโลยีต่าง ๆ มาจากอเมริกา

 

คลื่นลูกที่ 5 ยุคเศรษฐกิจบนฐานปัญญา

จะต้องสร้างความรู้สดได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีได้จากการรู้วิธีทำวิจัย ทั้งวิจัยพื้นฐาน และวิจัยประยุกต์ ปัญญาคือความจริง ปัญญาคือการประยุกต์ความรู้ไปใช้ในสิ่งที่ถูกต้อง เวลาที่ถูกต้อง และสถานที่ถูกต้อง

 

จริง ๆ ในมหาวิทยาลัย ปีหนึ่งต้องสอนด้วยศาสตราจารย์ เพื่อจะให้นักศึกษาได้ปรัชญาของความรู้นั้นอย่างแท้จริง จะต้องทั้งเรียนรู้กว้างและเรียนรู้จริง วิชา general education จะต้องมีการประยุกต์ให้มีการบูรณาการสาขาต่าง ๆ ต้องทำให้คนเข้าใจ ปัญญาที่แท้ต้องเป็นปัญญาบริสุทธิ์ วิธีสร้างคุณธรรมและจริยธรรม ไม่ใช่เอาพระมาเทศน์ จะต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเอาคุณธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ให้คนได้คิด ให้คนได้งอกเงยทางปัญญา จะต้องมีการเสวนาทางปัญญา ปัญญาเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีการผสมทางเกสร มีความคิดทางหลากหลาย ควรจะมีการฟังและโต้ด้วยปัญญา สังคมที่มีปัญญาต้องไม่ใช้อารมณ์

 

โลกทุกวันนี้จะต้องมีการแข่งขัน ตอนนี้จีนเป็นโรงงานของโลก เพราะมีแรงงานอยู่เยอะ ถ้าหากเราจะแข่งขันกับคนอื่น เราต้องมีความรู้และปัญญา คนไทย 70% กว่าเปอร์เซนต์มีความรู้ในระดับมัธยม ในบรรดาคนที่จบปริญญา 80% เป็นคนทางด้านสังคมศาสตร์ เพียง 20% เป็นคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ทำไมสังคมไทยต้องเป็นสังคมฐานความรู้

1. สภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง การแข่งขันที่เราได้เปรียบก็คือเราต้องมีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีที่ประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจไทยได้ โลกจะเข้าไปสู่การผลิตที่อาศัยความเชี่ยวชาญจริง ๆ

2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีคือการทำให้มนุษย์เป็นอภิมนุษย์ อย่างเช่นไมโครโฟนทำให้เสียงมนุษย์ดังขึ้นได้ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คนใช้สมองดีกว่าคนใช้กำลัง ผู้มีปัญญาคือผู้ที่ตั้งคำถามและโจทย์ได้ถูกต้องและเจาะจง ควรจะใช้นาโนเทคโนโลยีในจุดที่ประเทศไทยสามารถจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

3. ความต้องการความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

จะต้องไปในทิศทางนี้เพื่อทำให้ประเทศไทยอยู่ได้ในสังคม มหาวิทยาลัยจึงมีความสำคัญเพราะนวัตกรรมเหล่านี้มีได้จากฐานความรู้ ทางคนเรามีปัญญา เงินวิ่งหาเรา ถ้าเรามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เงินทองจะเข้ามาหาเรา คนที่มีหลักการและหลักคิดจะมีชีวิตที่ประสบความความสำเร็จทั้งในชีวิตการงานและชีวิตครอบครัว คนที่มีประสบความสำเร็จที่ยั่งยืนจะมีลักษณะอยู่ 20 ประการ ความสำเร็จเกิดจากวิสัยทัศน์ จะต้องให้คนอยากเรียนรู้เอง เราต้องเป็นคนจริงใจ เดินด้วยหลักการ เราต้องพยายามเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตนเองตลอดเวลา วันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน วันพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ เราจะต้องพยายามพัฒนาตนเองทุกวัน อาจารย์กระตุ้นให้คนในองค์กรเขียนว่าแต่ละวันได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน

อาจารย์นับถือคนที่มีหลักการ มีความยุติธรรม ตัวอย่างเช่น
คุณชวนถึงแม้จะเป็นผู้อาวุโสก็ยังไปขออนุญาตจากคุณอภิสิทธิ์เพื่อที่จะขอกลับบ้านก่อน และไม่ได้เอางบประมาณไปทุ่มกับจังหวัดตัวเอง คุณอานันท์เป็นคนมีหลักการ มีความจริงใจ


อาจารย์อยากให้นักศึกษาทำอะไรด้วยหลักการและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำ บูรณาการความรู้ หลักการ และความคิดออกมาอย่างมีคุณภาพ ควรจะเรียนปริญญาเอกเพราะอยากสร้างองค์ความรู้ ไม่ใช่อย่างได้ใบปริญญา ปริญญาตรีรับรู้องค์ความรู้ ปริญญาเรียนรู้วิธีหาองค์ความรู้ให้เป็น ปริญญาเอกสามารถสร้างและตรวจสอบองค์ความรู้ได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 11619
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)