งานนี้ลื่นไหล มีชีวิตชีวา ไม่มีใครแสดงอาการเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย ไม่ได้อย่างใจให้เห็นเลย ไปทางไหนมีแต่เสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่มอบให้กันแม้ไม่รู้จักกัน

ก่อนที่ภารกิจอื่นๆจะมาทำให้ความประทับใจและความคิดทีผุดบังเกิดจากการร่วมงานทั้งก่อนหน้า ระหว่าง และหลังงาน มหกรรมKMเบาหวานต้องจืดจางหรือลางเลือนก็ขอรีบเขียนบันทึกนี้ซะก่อน

ความประทับใจแรกเกิดจากการได้มีโอกาสรู้เห็นสิ่งที่ทีมงานเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพุทธชินราชและชุมชนต่างๆร่วมมือกันในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน จนเกิดหนังสือ "มหัศจรรย์แห่งKMเบาหวาน" เป็นความปิติที่หนังสือสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของดร.วัลลา ตันตโยทัย เพื่อให้เรื่องราวในหนังสือนี้เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้โรงพยาบาลอื่นๆที่ยังไม่รู้จักKM ได้เล็งเห็นประโยชน์และนำวิธีการไปปรับใช้ได้

ระหว่างไปเก็บข้อมูลประทับใจอาจารย์วัลลาอย่างยิ่ง ได้เห็นน้ำใสใจจริง ความปรารถนาดี ความเข้าใจในตัวผู้ป่วยเบาหวานซึ่งเป็นชาวบ้าน ยากจน ความรู้น้อย ซึ่งการทำอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปอาจดูเหมือนทำไปอย่างโง่ๆ แต่อาจารย์กลับมองด้วยความเข้าใจ และเห็นใจจนนำไปสู่การช่วยเหลือ เช่นในการไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหมอและพยาบาลที่โรงพยาบาลพิจิตร อาจารย์โชว์ภาพเท้าผู้ป่วยเบาหวานที่ใส่รองเท้าแตะแบบคีบแล้วเอาหนังสติ๊กรัดนิ้วเท้าไว้

เห็นภาพเช่นนี้แล้วคนส่วนมากจะคิดว่าชาวบ้านนี่ช่างไม่รู้อะไรเลย ทำอย่างนั้นได้อย่างไร แต่อาจารย์วัลลากลับมองว่า นี่เป็นการแสดงถึงการที่ชาวบ้านพยายามช่วยเหลือตนเองไม่ให้รองเท้าหลุดจากเท้า เพราะเป็นเบาหวานจะชาที่เท้า รองเท้าหลุดจะไม่รู้ตัวและอาจเดินไปเหยียบของแข็งหรือสิ่งที่มีคมทำให้เท้าเป็นแผลได้ ซึ่งใครๆก็ทราบว่าการเป็นแผลเป็นเรื่องใหญ่ของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอาจลุกลามร้ายแรงถึงถูกตัดเท้าได้

เรื่องเล็กๆนี่ล่ะที่ประทับใจในตัวอาจารย์ ทำให้คิดว่าคิดถูกแล้วที่ได้รับปากเขียนหนังสือเล่มนี้ให้อาจารย์ หรือทำให้เครือข่ายเบาหวานนั่นเอง

สำหรับความประทับใจในช่วงวันงานคงไม่ต้องเขียนยาว มีคนเขียนกันหลายคน และความรู้สึกคงไม่แตกต่างกันมากนักว่า งานนี้ลื่นไหล มีชีวิตชีวา ไม่มีใครแสดงอาการเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย ไม่ได้อย่างใจให้เห็นเลย ไปทางไหนมีแต่เสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่มอบให้กันแม้ไม่รู้จักกัน

 ขนาดไม่ได้รู้จักกันแต่พอเป็นที่ทราบกันว่าคนเขียนหนังสือมหัศจรรย์ฯ คือคนคนนี้ ก็มีคนมาพูดคุยด้วย มาขอลายเซ็นต์ก็มี บางคนถึงกับบอกว่า  ฟังบรรยายแล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจมากๆ อยากขอให้ไปช่วยบรรยายที่ต่างจังหวัดบ้าง สงสัยจะได้เดินสายตจว. จากงานนี้นี่เอง

ผู้เขียนได้แวะเวียนไปตามกิจกรรมในห้องย่อยต่างๆ ได้รับความรู้มากทีเดียว เป็นความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการมองเห็นรอยที่เท้าแนบสัมผัสพื้นเมื่อยืนบนเครื่องวัดแรงกดเท้าที่เป็นกระจก(ลืมไปแล้วว่าเรียกว่าเครื่องอะไร) ทำให้ทราบว่าส่วนนั้นจะเป็นแผลได้ง่าย หรือรองเท้าทีผู้ป่วยเบาหวานสามารถหาซื้อมาใช้ได้ ราคาไม่แพงมีขายในท้องตลาด ใช้ได้ดีเพราะมีความนิ่มพอ วิทยากรเขาบอกยี่ห้อมาเลย  ไม่ใช่ต้องใช้ของจากต่างประเทศเสมอไป หรือตัวเองไปเจาะเลือดที่ปลายนิ้ววัดระดับน้ำตาล จึงเพิ่งทราบว่า ทำไมเขาไม่นิยมเจาะที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง

ผู้เขียนขึ้นเวทีเล่าถึงความมหัศจรรย์แห่งKMเบาหวาน ๗ ประการหลักๆ ที่พบจากกรณีศึกษาโรงพยาบาลพุทธชินราช คุณสุรภีร์ โรจนวงศ์ ประธานกิติมศักดิ์ของสมาคมส่งเสริมหัตถกรรมอาเซียน (ASEAN Handicraft Promotion And Development Association - AHPADA)ผู้ไม่ได้อยู่ในวงการเบาหวาน หรือKM แต่อยากมาฟังว่าเป็นอย่างไร ผู้เขียนจึงเชิญท่านมา ท่านก็มาฟังอย่างตั้งใจ เมื่อลงจากเวที ท่านบอกว่าเรื่องKMเบาหวานนี้น่าสนใจมาก และหลักการKM สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานของ AHPADA ได้ ให้ผู้เขียนรีบไปช่วยงานและคิดโครงการได้เลย รู้สึกว่าช่างข้ามวงการได้อย่างฉับพลันเหลือเกิน

นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ได้ให้เกียรติเข้ามาสนทนาด้วย บอกว่าเป็นวิธีการมองหรือถ่ายทอดการจัดการความรู้ที่แปลก แตกต่างจากวิธีการหลักการ ที่พบทั่วๆไป ท่านสนใจประเด็นของการนำKM ไปใช้เพื่อส่งเสริมให้องค์กรเป็นLiving Organization เข้าใจว่าฟังไม่ผิดเพราะเราพูดต่อถึงการที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความสุข และท่านมองว่า "การสื่อสาร" เป็นเรื่องสำคัญที่คนที่เรียนมาในสายวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ส่วนมากมักมีจุดอ่อนตรงนี้ ซึ่งคุณหมอหลายท่านได้คุยกับผู้เขียนในประเด็นนี้และอยากให้ช่วยในเรื่องของการสื่อสารเช่นกัน

จากงานนี้ที่ผู้เขียนเองมองเห็นความจำเป็นในเรื่องของการสร้างนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นในสายสุขภาพ(เช่น การแพทย์ ความงาม) สายการเกษตร และสายอื่นใดที่มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม จึงน่าจะมีการจุดประกายในวงวิชาการสายการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทย ที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ให้ภาคการศึกษาและภาครัฐหันมาสนใจ นำหลักการของศาสตร์นี้มาปรับใช้

นี่คงถึงเวลาที่ผู้เขียนต้องกลับมาเขียนหนังสืออันว่าด้วยศาสตร์แห่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือ Science Communication หรือ Public Communication of Science and Technology นี้ว่าคืออะไรและประเทศไทยควรจะใช้ศาสตร์นี้อย่างไรจึงจะเหมาะสม ไม่ใช่คิดและทำตามรูปแบบฝรั่งทุกอย่าง ร่างไว้ตั้งนาน เขียนไม่เสร็จซักที ตอนนี้แรงบันดาลใจเกิดขึ้นแล้ว น่าจะทำให้เสร็จเสียที