กลางเดือน ก.ค.๕๐ ผมไปสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พักที่โรงแรมสุรินทร์มาเจสติก กลับมากรุงเทพฯ โดยไม่รู้ว่าลืมกระเป๋าสุขภัณฑ์ส่วนตัว (แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า ฯลฯ) ไว้ในห้องน้ำ มารู้ตัวก็อีกสัปดาห์ต่อมาขณะจัดกระเป๋าจะไปสุรินทร์อีกครั้งตอนปลายเดือน เลยต้องเตรียมกระเป๋าสุขภัณฑ์ชุดใหม่ไปด้วยเพราะทำใจแล้วว่าอาจจะหาย จะเสียดายก็แต่เครื่องโกนหนวดอย่างดีของเยอรมันที่ถูกใจมาก หมุนแรงดีเพราะใช้ไฟจากปลั๊กเสียบแต่โกนได้นุ่มนวลมากไม่เจ็บ  (ราคาหลายสตังค์)

ปรากฏว่าเมื่อไปเช็คอิน แจ้งพนักงานต้อนรับว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนลืมกระเป๋าสุขภัณฑ์ไว้ในห้องน้ำ พนักงานร้องอ๋อแล้วไปหยิบมาถามว่า "ใช่ใบนี้หรือเปล่า" ผมบอกว่าใช่ แล้วรีบสำรวจดูรายการสิ่งของในกระเป๋า ปรากฏว่าอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ขาดหายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เมื่อขึ้นมาที่ห้องพัก สิ่งที่ผมทำอันดับแรกคือเขียนแสดงความคิดเห็นลงในแบบฟอร์มที่เขาวางไว้บนโต๊ะ เห็นทุกครั้งที่มาพักแต่ไม่เคยเขียน คราวนี้เขียนชมพนักงานทำความสะอาดห้องว่ามีความ "ซื่อสัตย์" และชมฝ่ายจัดการเขาว่าคัดเลือกคนเข้าทำงานได้ดีหรือไม่ก็อบรมพนักงานได้ดี แล้วก็เอาลงไปส่งที่เคาน์เตอร์รีเซฟชั่นโดยไม่ปิดซอง(เขาเขียนไว้ให้ปิดซองส่งถึงผู้จัดการ) โดยเจตนาให้พนักงานได้อ่านก่อน เพื่อเป็นรางวัลให้เขาได้แบ่งปันขวัญกำลังใจกันจากคำชม (ผมหวังว่าเขาจะพูดต่อๆ กัน)

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสร้างใหม่ขนาดประมาณ ๗๐ ห้องนอน แต่สะอาดสะอ้านดี ห้องกว้างขวาง ที่สำคัญคือมีสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนสด้วย ซึ่งผมไม่เคยพลาดใช้บริการออกกำลังตอน ๖ โมงเช้า ทุกครั้งที่ไปพัก ราคาวันละ ๘๐๐ บาทต่อห้อง มีตู้เย็นมีทีวี(ที่ผมเลิกเปิดดูไปนานแล้ว) รวมคูปองอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ห้องละ ๒ ใบด้วย (ขอถือโอกาสโฆษณาให้เขาหน่อย ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ถือเป็นการให้รางวัลความดี)

เรื่องความสะอาดของสถานที่ก็ไม่เท่าเรื่องความซื่อสัตย์ โรงแรมนี้ได้คะแนนความซื่อสัตย์จากผม จากการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาเข้าบัญชีเขาไปอีก ๑ คะแนน

แนวคิดเรื่องบัญชีความซื่อสัตย์นี้ผมได้มาจากหนังสือของคุณ Steven Covey (ชาวอเมริกัน เป็นนักเขียน-นักให้คำปรึกษาธุรกิจและชีวิตส่วนตัว-ครอบครัว) หลายเล่มที่ผมอ่านฆ่าเวลาขณะเดินทาง (การเดินทางมากๆ ก็มีข้อดีตรงที่ได้อ่านหนังสือเยอะมาก)

คุณสติเวนทำให้ผมได้เข้าใจว่า นอกจากบัญชีรับ-จ่ายทางการเงินแล้ว แต่ละคนยังมี "บัญชีแห่งความซื่อสัตย์" ด้วย ซึ่งเราสามารถฝากหรือถอนได้ด้วย

การฝากก็คือการรักษาสัญญาที่เราให้ไว้แก่คนอื่น แก่สามีหรือภรรยา แก่ลูกหลาน พ่อแม่พี่น้อง เพื่อน ผู้รับบริการ ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือใครก็แล้วแต่ การรักษาสัญญา ทำตามสัญญาแต่ละครั้งก็เหมือนการฝากเพิ่มเข้าไป เท่ากับการเพิ่มเครดิต

การถอนก็คือการไม่รักษาสัญญา การผิดสัญญา (ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือตามกฏหมาย) การแสดงความไม่ซื่อสัตย์แต่ละครั้งก็เหมือนการถอน ถอนมากๆ เข้าก็ขึ้น "ตัวแดง" ก็จะไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย

ลองนึกภาพสามีหรือภรรยาที่ถูกจับได้ไปมีกิ๊กดูซิครับ บัญชีความซื่อสัตย์อาจจะขึ้นตัวแดงเลย ทั้งต่อคู่ชีวิต ต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง บัญชีเครดิตที่เป็นตัวดำเพราะฝากมาเรื่อยทั้งชีวิตก็อาจจะติดลบเป็นตัวแดงได้จากความไม่ซื่อเพียงครั้งเดียว บางคนอาจโชคดีได้รับโอกาสให้แก้ตัว แต่กว่าจะฝากสะสมขึ้นมาใหม่ได้ก็ใช้เวลา

ผมเขียนบันทึกนี้เพราะมีเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ ลูกสาวผมกับภรรยาไปซื้อของกัน ลูกสาวกลับมาเล่าให้ฟังว่า แม่ซื้อลูกพรุนอบแห้ง ๒ ขีด ป้ายติดราคาเขียนราคาขีดละ ๔๕ บาท แต่คนขายดูป้ายราคาผิดคิดเป็นราคาลูกเกดที่อยู่ติดกันขีดละ ๓๕ บาท เมื่อคนขายทอนเงินผิด แม่ทักว่าเขาทอนผิด และยื่นเงินให้เขาเพิ่มกลับไปให้เขาตามราคาที่ควรจะเป็น เราไม่รู้ว่าคนขายเป็นเจ้าของหรือเป็นเพียงลูกจ้าง แต่ลูกสาวก็ภูมิใจในตัวแม่มากจึงมาเล่าให้ผมฟัง ผมก็บอกให้ลูกยึดสิ่งที่แม่ทำไว้เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตต่อไป

ให้ลูกดำเนินชีวิตบนหลักการที่ถูกต้อง และรักษาหลักการนี้ให้เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตตลอดไป แล้วจะตกน้ำก็ไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้.