เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงแสงแดดได้ยาก และน่าตกใจ แค่ไหนเมื่อแสงอาทิตย์เป็นสาเหตุหลักถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ของการทำลายดีเอ็นเอในชั้นผิว และทำให้เกิดริ้วรอย สำหรับรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีอิทธิพลต่อการทำลายผิวมากที่สุดก็ คือ รังสีชื่อคุ้นหูที่ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ และเพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องจากรังสียูวี มีข้อมูลน่ารู้ในการปกป้องดูแลผิวให้พ้นภัยร้ายใกล้ตัวมาฝาก…
เลือกผลิตภัณฑ์ปกป้องแสงแดดที่เหมาะกับผิว เพราะระดับสีผิวตามธรรมชาติ บ่งบอกถึงระยะเวลาที่ผิวสามารถปกป้องตัวเอง ตามธรรมชาติ มีตารางสรุปให้เห็นง่ายขึ้นดังนี้……
ประเภทสีผิวคนไทย ค่า SPF 15 กับดรรชนีรังสียูวี ในระดับปานกลาง (ระดับร่มหรือ วันที่มีเมฆมาก ) ค่า SPF 30 กับดรรชนีรังสียูวี ในระดับรุนแรง (กลางแจ้งหรือ วันที่มีเมฆน้อย ) ผิวสีขาวอมชมพู ประมาณ 6 ชั่วโมง ประมาณ 6 ชั่วโมง ผิวสีขาวอมเหลือง ประมาณ 7 ชั่วโมง ประมาณ 7 ชั่วโมง ผิวสีขาวเหลืองกึ่งแทน ประมาณ 8 ชั่วโมง ประมาณ 8 ชั่วโมง ผิวสีแทน ประมาณ 9 ชั่วโมง ประมาณ 9 ชั่วโมง ผิวสีน้ำตาล ประมาณ 10 ชั่วโมง ประมาณ 10 ชั่วโมง
ทุกครั้งก่อนออกนอกบ้าน หรือออกนอกอาคารเป็นระยะเวลานาน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีการป้องกันรังสีแบบ bord-spectrum หรือป้องกันรังสี UVA / UVB ภัยของรังสีที่น่ารู้มีดังนี้…
-
UVA สามารถทะลุเขาไปทำลายผิวชั้นหนังแท้ เป็นสาเหตุของผลกระทบในระยะยาวต่อผิว และเป็นตัวทำลายคอลลาเจน และอิลาสตินที่ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นหยาบกร้านและเกิดริ้วรอย
-
UVB จะทะลุเข้าไปทำลายผิวชั้นหนังกำพร้า สาเหตุหลักของอาการผิวไหม้ หรือการอักเสบบนผิวหนัง และยังเป็นตัวทำลาย DNA ในเซลล์ผิว อันเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง
ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดควรมีค่าต่อไปนี้ระบุไว้ คือ…
-
ค่า SPF (Sun Protection Factor) อย่างน้อยควรมีค่า 15 หรือสูงกว่า เช่น SPF 30 หมายถึง ปกป้องผิวจากแสงแดดได้ถึง 30 เท่าของการปกป้องผิวตามธรรมชาติ
-
ค่า PA (Protection Factor A) สังเกตเครื่องหมายบวกหลัง PA มีความหมายคือ PA+ ระดับการปกป้องน้อย, PA++ ระดับการปกป้องปานกลาง และ PA+++ ระดับการปกป้องสูงสุด
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของการสวมเสื้อผ้า หมวกแว่นกันแดด เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการปกป้อง อย่าลืม…จะสวยท้าแดดทั้งที ต้องปลอดภัยด้วยนะคะ
ขอบคุณเนื้อหาจาก นิตยสารขวัญเรือน ปักษ์แรก เม.ย. 2550