เก็บมาฝาก เรื่องการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
 
การทำวิจัยเรื่องการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  อ้างอิงมาจาก http://www.thaiedresearch.org/result/result.php?id=5181 

ความเป็นมา
- สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งจะพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งนี้เนื่องจากกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ เข้ามาสู่สังคมอย่างรวดเร็วจนเกิดปัญหาวิกฤติทางสังคมและเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าการแก้ปัญหาวิกฤตินี้ต้องเริ่มการศึกษาเป็นสำคัญ เนื่องจากการศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างคุณภาพของคน ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เอื้อต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงและรองรับปัญหาที่ชาติกำลังเผชิญ (หน่วยศึกษานิเทศก์, 2542) ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในมาตรา 81 ได้บัญญัติให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งสาระดังกล่าว นำไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย (พยุงศักดิ์, 2541 :6)
แนวทางในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในมาตรา 42 ถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้เป็นการส่งเสริมผู้เรียนให้เรียนรู้ด้วยสมอง ด้วยกาย และด้วยใจ สามารถสร้างองค์ความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเองมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เน้นการปฏิบัติจริง สามารถทำงานเป็นทีมได้ (สมศักดิ์, 2543 :9 -12) จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 นี้เองทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น และการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญก็เป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (วิภาภรณ์, 2543 : 32)
ปัญหาหลักของกระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบัน คือ การที่ครูใช้วิธีการสอนแบบ “ปูพรม” โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ที่มีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกัน (สุมณฑา, 2544 : 27) การเรียนการสอนไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาคุณลักษณะ “มองกว้าง คิดไกล ใฝ่ดี” แต่เน้นการท่องจำเพื่อสอบมากกว่าที่จะสอนให้ คิดเป็น วิเคราะห์ได้ สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนมีลักษณะผู้เรียนรู้ไม่เป็น ปัญหาเหล่านี้นับว่าเป็นความล้มเหลวของการจัดการศึกษาที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน (จิราภรณ์, 2541 : 37) การเรียนการสอนวิชาคหกรรมศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ในหมวดวิชาการงานและอาชีพ ประกอบด้วย วิชางานบ้าน งานประดิษฐ์ การตัดเย็บเสื้อผ้า อาหารและโภชนาพัฒนาการครอบครัวและเด็ก ซึ่งเป็นวิชาที่ช่วยปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการทำงานบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำไปปรับใช้ในการใช้ในการดำรงชีวิตในระดับครอบครัวและการประกอบอาชีพ (อมรรัตน์, 2532 :592) ซึ่งสอดคล้องกับ รัชนี ลาชโรจน์ (2532 : 541) และประเชิญ ครูไพศาล (2537 : 65) ที่กล่าวว่า การเรียนการสอนคหกรรมศาสตร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ พัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม อันจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแนวทางการเรียนรู้ในยุคใหม่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน คิดด้วยตนเอง ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สามารถทำงานเป็นทีมได้ มีความคิดที่อิสระ “เป็นคนเก่ง ดี และมีสุข ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน” (สุพล, 2543 ข : 15) ดังนั้นครูควรมีความพร้อมในการปรับปรุงตนเอง ในการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย ใช้สื่อการสอนที่ทันสมัยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ตลอดจนเปลี่ยนแปลงความเชื่อและค่านิยมของตนเองให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน (สมชาย, 2543 : 28) แต่จากการศึกษาของวันเพ็ญ พงษ์เก่า (2532 : 91) ในด้านความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาต่อการเรียน การสอนวิชาอาชีพคหกรรมศาสตร์ พบว่า วิธีการสอนของครูไม่น่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับอัมพรศรี พรพิทักษ์ดำรงค์ (2534 : 51) ที่กล่าวว่า การที่นักเรียนมัธยมศึกษาไม่เลือกเรียนวิชาคหกรรมศาสตร์ อาจเป็นเพราะว่า การสอนคหกรรมศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาไม่ทำให้นักเรียนประทับใจ และจากการศึกษาของ สุคนธ์ เอกอุ (2534 : 117-118) พบว่าครูคหกรรมศาสตร์แผนกผ้า ใช้วิธีการสอนแบบสาธิตประกอบการบรรยายและใช้สื่อของจริงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสื่ออื่น ๆ ใช้ในระดับน้อย เนื่องจากขาดงบประมาณและไม่มีเวลาเตรียมสื่อการ นอกจากนี้ วิณิช บุญยู้ (2529 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจ และความคิดริเริ่มในการนำวิชาการงานและอาชีพไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ไม่ได้รับโอกาสที่จะศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ขาดโอกาสที่จะได้ศึกษานอกสถานที่ และโรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือในด้านการเชิญวิทยากรท้องถิ่น ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามมาตาา 22 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 เป็นอย่างดี ทั้งที่จุดประสงค์ของวิชาคหกรรมศาสตร์ หมวดการงานและอาชีพในหลักสูตรระดับมัธยมศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และวางแผนการทำงานอย่างเป็นกระบวนการ มีคุณธรรม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และเน้นการปฏิบัติจริง (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2535 : 1) ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของหลักสูตรที่สามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพวิชาหนึ่ง และในการจัดการเรียนการสอนนั้นครูควรจะมีศักยภาพในการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติการศึกษาฯ ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับครูคหกรรมศาสตร์ ดังนั้นครูคหกรรมศาสตร์จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง มุ่งสู่แนวทางการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้ลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์ (จิรพรรณ, 2543)
จากแนวคิดและสภาพปัญหาดังกล่าว ประกอบกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ มีแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูที่สอนวิชาคหกรรมศาสตร์ ในหมวดการงานและอาชีพ จำเป็นจะต้องปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเองให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงเห็นสมควรที่จะศึกษาศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูคหกรรมศาสตร์ เพื่อนำผลการวิจัยมาใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาคหกรรมศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพตรงตามจุดมุ่งหมายของการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ,
แนวคิดทฤษฎี
- 1. การปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542
2. ศักยภาพของครูกับการจัดการเรียนการสอน
3. ครูคหกรรมศาสตร์กับการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
วัตถุประสงค์
- 1. ลักษณะพื้นฐานของครูคหกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร
2. ศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูคหกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร
3. เปรียบเทียบศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูคหกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่มีลักษณะพื้นฐานต่างกัน
สมมุติฐานการวิจัย
- 1. ครูคหกรรมศาสตร์ ที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแตกต่างกัน
2. ครูคหกรรมศาสตร์ ที่มีจำนวนวิชาที่สอนต่างกัน มีศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแตกต่างกัน
3. ครูคหกรรมศาสตร์ ที่มีจำนวนปีที่สอนวิชระดับการศึกษาต่างกัน มีศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญแตกต่างกัน
ระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงสำรวจ
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ ครูคหกรรมศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2544 มีจำนวนครูทั้งสิ้นจำนวน 512 คน จากโรงเรียน (กองสารสนเทศ กรมสามัญศึกษา, 2544)
กลุ่มตัวอย่าง ครูรหกรรมศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2544 จำนวน 250 คน
ตัวแปร
-
นิยามศัพท์
- การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child Centered) หมายถึง ปรัชญาการศึกษาหรือแนวคิด ที่เน้นการจัดบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการสอนที่ผสมผสานและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายและมีอิสระที่จะเลือกเรียนคตามความสนใจหรือตามความคิด โดยเน้นการปฏิบัติจริง (สมชาย, 2543 : 27-28 ; ธำรง , 2542 : 18)
ครูคหกรรมศาสตร์ หมายถึง ครูที่ปฏิบัติการสอนวิชาคหกรรมศาสตร์ หมวดการงานและอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร
ผู้เรียน หมายถึง นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร
ศักยภาพ หมายถึง ความสามารถของครูคหกรรมศาสตร์ ต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 2 ตอน
ตอนที่ 1 ลักษณะพื้นฐานของครูคหกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เป็นแบบสอบถามเติมคำในช่องว่างและเลือกตอบ
ตอนที่ 2 ศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูคหกรรมศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การวางแผนการสอน, การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน, สื่อการสอน และการวัดและประเมินผล เป็นคำถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale)
วิธีการรวบรวมข้อมูล
-
การวิเคราะห์ข้อมูล
- วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS-for Windows
สรุปผลวิจัย
- ผลการวิจัยพบว่า ครูคหกรรมศาสตร์ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงทั้งหมดมีอายุเฉลี่ย 47.5 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาคหกรรมศาสตร์ทั่วไป มีประสบการณ์การสอนวิชาคหกรรมศาสตร์โดยเฉลี่ย 22.2 ปี โดยสอนเฉลี่ย 3.2 วิชาต่อเทอม เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกือบทั้งหมด
ครูคหกรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่าตนเองมีศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในระดับดีทุกด้าน คือ ด้านการวางแผนการสอน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน ด้านการวัดและประเมินผล
ผลจากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ครูคหกรรมศาสตร์ที่มีลักษณะพื้นฐานต่างกันในด้านระดับการศึกษา จำนวนวิชาที่สอน จำนวนปีที่สอนวิชาคหกรรมศาสตร์ มีศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ
- ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งฝึกอบรมครูคหกรรมศาสตร์โดยอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมสามารถนำไปปฏิบัติได้ ในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ เทคนิคการสอน การวางแผนการสอน การผลิตสื่อการสอน การวิจัยในชั้นเรียน และการวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
2. ควรให้การสนับสนุน และกระตุ้นให้ครูคหกรรมศาสตร์ทำการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อนำผลการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
3. โรงเรียนและชุมชน ควรร่วมมือกันในการจัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสศึกษาดูงานในแหล่งวิทยาการในท้องถิ่นและที่อื่น ๆ
4. ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูคหกรรมศาสตร์มีโอกาสได้ศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ โดยการเลือกสถานที่ดูงานให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาตนเองและศักยภาพการสอนของครู
5. ควรส่งเสริม เผยแพร่ และให้ความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนวิชาคหกรรมศาสตร์ในลักษณะที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แก่ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันอี และได้รับความร่วมมือในด้านการเป็นวิทยากรในท้องถิ่น การเป็นแหล่งความรู้ที่หลากหลายสำหรับครูและนักเรียน ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เช่น การมีส่วนร่วมในการประเมินผลผู้เรียน เป็นต้น
6. ควรกระตุ้นให้ครูคหกรรมศาสตร์เป็นสมาชิกชมรม สมาคมต่าง ๆ ในด้านการศึกษา ด้านคหกรรมศาสตร์ เช่น สมาคมรหกรรมศาสตร์ฯ สมาคมโภชนาการฯ สมาคมห้องสมุดชมรมวิชาชีพครู เป็นต้น
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำการวิจัยเรื่องศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เช่น ครูคหกรรมศาสตร์ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ และครูผู้สอนวิชาอื่น ๆ
2. ควรทำการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้บริหารการศึกษา ต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. ควรทำการศึกษาสภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนของครูคหกรรมศาสตร์
4. ควรทำการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งเสริมศักยภาพการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูคหกรรมศาสตร์