อำนาจของอำนาจ

วิธีการมองโลกแบบถอดปรากฎการณ์ให้เห็นรูปแบบของการสื่อสาร ให้เห็นสารที่ซ่อนอยู่ภายในเหตุการณ์ต่างๆ เป็นแบบฝึกหัดขั้นแรกที่เอาไว้ใช้ฝึกวิทยายุทธวิชาชุมชนครับ

ขั้นต่อไปขอเสนอการมองโลกแบบที่ยากขึ้นมาอีกสักหน่อยคือการมองให้เห็นอำนาจในปรากฎการณ์ หรือเหตุการณ์ทางสังคม

หัดมองว่าปรากฎการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และคนเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันในเชิงอำนาจอย่างไร ใครเป็นผู้ควบคุม ใครเป็นผู้ต้องกระทำตาม เพื่อให้ได้ผลอะไร ใครได้เสวยผลประโยชน์

เวลาหัดมองอย่างนี้ก็จะได้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่างอีกมุมหนึ่งครับ

ลองยกตัวอย่าง เรื่องการแต่งกายของนักศึกษาหญิง

ตัวนักศึกษามีอำนาจในการจัดการกับการแต่งกายของตัวเอง มีกลุ่มก้อนที่มีรูปแบบการแต่งกายคล้ายๆ กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนมากนี้ก็เป็นอำนาจรูปแบบหนึ่งนะครับ 

ในขณะที่อาจารย์มีอำนาจต่อรองในการปรับแต่งพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษาหญิงด้วยกระบวนการของกฎระเบียบ และการหักคะแนนความประพฤติ

สองฝ่ายกำลังพยายามหาจุดสมดุลของอำนาจ

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ นักศึกษาหญิงแต่งตัวมิดชิดมากขึ้น (ดุลอำนาจเอียงไปในฝั่งอาจารย์) หรือในทางกลับหากนักศึกษายังรักษาอำนาจในการจัดการกับเครื่องแต่งกายของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น คือพยายามแต่งตามแบบที่ตัวเองพอใจโดยรักษาความหมิ่นเหม่ไว้ไม่ให้ผิดระเบียบ เรียกว่าถูกระเบียบแบบไม่มิดชิด ยื้อกันไปนานๆ จนกว่าทุกคนจะชินกับมัน หรือจนกว่าแฟชั่นจะเปลี่ยนไปอีกรอบหนึ่ง (ดุลอำนาจเอียงไปในฝั่งนักศึกษา)

หากมีเวลาอยากแนะนำให้ไปสังเกตที่ คลินิกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งในราชอาณาจักรสยาม ช่วงเวลาแปดโมงเช้าไปยันเที่ยง

แล้วลองถอดปรากฎการณ์ออกมาให้เห็นอำนาจ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รูปแบบการสื่อสารเชิงอำนาจ (เช่นคำพูด น้ำเสียงของพนักงานต้อนรับ) การใช้สัญลักษณ์เชิงอำนาจ (เช่นป้ายต่างๆ การจัดตำแหน่งของคนไข้ หมอ พยาบาล ฯลฯ) ลองมองดูว่าคนไข้ (แม้แต่คำ "คนไข้" ก็บอกถึงสถานะแล้วว่า ไม่ใช่คนที่มีอำนาจเหมือนคนปกติ) มีอำนาจอะไรใช้ต่อรองกับระบบบริการสุขภาพภาครัฐบ้าง (เทียบกับอำนาจของคนไข้ในระบบสุขภาพเอกชนคือ เงิน)