วันนี้..เข้าไปทำงานที่สวนตั้งแต่เช้าตรู่
พอคล้อยบ่าย....
ชั่วขณะที่แหงนหน้ามองฟ้า
ก็เกิดอาการอยากล้มตัวลงนอนกับพื้นดิน..ผืนหญ้าขึ้นมา
มองดูท้องฟ้ากว้าง..
เออนะ..สวยดีแฮะ
ท้องฟ้าสีฟ้า..มีก้อนเมฆสีขาวอยู่เป็นเพื่อน..คงไม่เหงา
ปุยเมฆคล้อยเคลื่อนเลื่อนไหล..เหมือนประดุจว่ามันเป็นสายน้ำ
ที่ไหลเอื่อยๆ....เรื่อยๆ....ช้าๆ ตามจังหวะของมันเอง
อืม..รู้สึกว่ามีความสุขจังเลยค่ะ
บางที..ความสุขมันอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เองเนอะ....ว่าไหม
เพียงแต่หลายๆคนไม่เคยที่จะสนใจ..ใส่ใจ..ละเลย..
และเลือกที่จะมองข้ามมันไป
อิ่มเอมกับความสุขได้สักพัก..
อยู่ดีๆก็มีก้อนเมฆใหญ่สีดำ..ซึ่งมาจากไหนไม่รู้
วิ่งไล่..ตามจับเจ้าปุยเมฆขาว..และค่อยๆกลืนกินมันไป
เฮ้อ!! หมดอารมณ์เลยค่ะ..ท้องฟ้าครึ้มไปซะล๊ะ
ลุกขึ้น..ปัดเศษดินเศษหญ้าที่เกาะเปื้อนตามเสื้อกับกางเกง
กลับไปทำงานต่อ....
พร้อมกับอารมณ์ที่กระจัดกระจายหายไป....

 

เช้านี้ .. คนเขียนไปอ่านเจอความรู้สึกเหล่านี้ในกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อน    ชอบเข้าสวนโดยมีสมุดกับดินสอติดตัวไปด้วย    เผื่อนึกอยากจะเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย    อ่านไปก็อมยิ้มไป    จริงสินะ  บางทีความสุขก็อยู่เพียงแค่เอื้อมนี่เอง    แค่สายลมพัดเอื่อย ๆ ละอองแดดวิบวับ  จันทร์เสี้ยวที่แขวนอยู่บนราวฟ้า    ก้อนเมฆสีขาวราวปุยนุ่น  แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองผ่านตาผ่านใจไปเสีย    ไม่ใส่ใจกับบางสิ่งที่ดูเล็ก ๆ    เพราะมัวแต่ยุ่งกับการตามหาความสุขที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะมีอยู่จริงไหม?    จึงทำให้พวกเขาพลาดที่จะได้สัมผัสกับความสุขในบางสิ่งที่มีอยู่ระหว่างทางเดินและรอบ ๆ ตัวของพวกเขา

 

โลกของเรารกรุงรังไปด้วยค่านิยมและกระแสของวัตถุมากเกินไปแล้ว    ความอยากได้  ความอยากมี ซุกซ่อนอยู่ทุกซอกเหลือบมุมรอคอยวันเวลาจะขย้ำเราอยู่    เป็นโลกสีทึมเทาที่ช่างเปล่าร้างและแห้งแล้งไปด้วยน้ำใจ    เต็มไปด้วยกองความทุกข์

 

จะอยู่อย่างไร?  .. นั่นสิเนอะ    จะอยู่อย่างไร    ถ้าต้องปรับ  ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสสังคมโลกที่แสนจะร้ายกาจ

เพราะงั้น  คนเขียนขอเป็นคนสวนที่มีความสุขที่สุดในโลกดีกว่านะ