ขอบคุณ อ. อนุชาติ และ อ. สุรศักดิ์ ที่ช่วยออกแบบ "หัวใจของกิจกรรมบำบัด" ซึ่งมีที่มาที่ไปน่าสนใจในบันทึกครับ

เมื่อวานเพื่อนรักผมท่านหนึ่งที่เป็นหมอและกำลังเกิดปัญหาในการเรียนเฉพาะทาง คือ ต้องอ่านตำราเยอะมากและไม่สามารถจัดระบบความคิดวิเคราะห์ได้ในกรณีนำความรู้ไปใช้รักษาผู้ป่วยในแต่ละราย

เค้าบอกเสียดายที่รู้ว่าผมเรียนจบ ป. เอก ทางด้านกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ผมสามารถสังเกตและวิเคราะห์ทักษะทางจิตสังคมในทุกๆกิจกรรมการดำเนินชีวิต และสร้างหรือพัฒนาระบบความคิดของคนๆ หนึ่ง เพื่อให้ดึงศักยภาพของเค้ามาใช้ให้ทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า

ท่านผู้อ่านอ่านแล้วอาจดูว่า "นามธรรมมากๆ" ผมเลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะนำเสนอรูปแบบนามธรรมที่สามารถนำมาใช้งานให้เห็นเป็นระบบรูปธรรมมากขึ้น

ภาพระบบข้างบน ผมใช้เวลาพัฒนาน้องอาจารย์ในสาขาวิชากิจกรรมบำบัดท่านหนึ่งให้เข้าใจ "ระบบความคิดและการพัฒนาศักยภาพของผู้รับบริการทางกิจกรรมบำบัด" พวกเราใช้เวลาถึงหกเดือนในการออกแบบระบบการบริการทางกิจกรรมบำบัดมหิดล จากหลายๆโครงร่างและการพูดคุยเชิงวิเคราะห์และการให้เหตุผลทางคลินิก ณ ปัจจุบันนี้อาจารย์น้องใหม่ท่านนี้สามารถเข้าใจและปรับระบบดังกล่าวออกมาเป็น "หัวใจของกิจกรรมบำบัด" และกำลังสร้างเป็นงานวิจัยจนถึงเผยแพร่ให้นักกิจกรรมบำบัดและผู้สนใจที่จะพัฒนาทักษะทางจิตสังคมไปใช้ในวงกว้างแก่สังคมไทยต่อไป

ผมอยากให้ผู้อ่านลองมองภาพดังกล่าวแล้วลองคิดต่อว่าท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ผมอยากสรุปสั้นๆ ถึงรายละเอียดในภาพคือ มนุษย์เราต้องประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตในด้านกิจวัตรประจำวัน ด้านการเรียน ด้านการทำงาน ด้านการใช้เวลาว่าง และด้านการพักผ่อน เมื่อคนเรามีความสุขกับกิจกรรมในแต่ละด้าน เราจะเข้าใจถึง "คุณค่าและความหมายของกิจกรรมบำบัดเพื่อคุณภาพชีวิต" ไม่จำเป็นต้องรอให้ตนเองเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำกิจกรรมแต่ละด้านอย่างสมดุล แต่ต้องพยายาม "คิดและวิเคราะห์ว่า เราเกิดปัญหาในการทำกิจกรรม เช่น เพื่อนของผมมีปัญหาในการเรียน และจะปรับเปลี่ยน สื่อกลางของกิจกรรมได้อย่างไร"

สื่อกลางที่ผมพูดถึง คือ

1. Therapeutic use of self มองดูว่าเรามีทักษะใดที่ไม่สมบูรณ์ต่อการทำกิจกรรมให้สำเร็จตามเป้าหมาย เราจะพัฒนาทักษะนั้นได้อย่างไร ด้วยตนเองหรือความช่วยเหลือของผู้อื่น

2. Acitivity analysis & systhesis มองว่ากิจกรรมที่ทำอยู่ถูกวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ให้เหมาะสมกับทักษะของคุณหรือไม่

3. Environment modification & adaptation มองว่ากิจกรรมที่มีปัญหามีผลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว และสามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคุณอย่างไรกัน

4. Teaching & learning process มองว่ามีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไร ที่สามารถดึงศักยภาพของคุณให้ทำกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อบริบท

5.  Client & family relationship มองว่าคนหรือผู้ใกล้ชิดที่กำลังต้องการผลจากการประกอบกิจกรรมของคุณ มีการสร้างสัมพันธภาพที่ก่อให้เกิดความสำเร็จและคุณค่าของกิจกรรมนั้นๆอย่างไร

ทั้งหมดนี้คือสาระสั้นๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึง กลไลหนึ่งในการจัดระบบความคิดและความสามารถในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าครับ