มาตรการที่ 7 นักลงทุนประเภทสถาบันฝากเงินในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตแบงก์ชาติ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการลงทุน อย่างไรก็ตาม การฝากเงินดังกล่าวจะมีกรอบวงเงิน หากเกิดกำหนด จะต้องขออนุญาตจากธปท.เป็นกรณี มาตรการที่ 8 ธปท.ให้ธนาคารพาณิชย์ สามารถใช้ดุลยพินิจในการแลกเปลี่ยนเงินตราได้มากขึ้น แทนการพิจารณาหลักฐานอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายดอลลาร์ ดร.ธาริษา กล่าวว่า มาตรการลดแรงกดดันค่าเงินบาท ที่ ธปท.เสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาทั้งหมด 8 มาตรการนั้น เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยหนึ่งในมาตรการ ที่เสนอ คือการยกเลิกข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาในการถือครองเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออกที่เดิมกำหนดให้ต้องขายแลกเป็นเงินบาทในช่วงเวลาไม่เกิน 15 วัน นอกจากนั้น ธปท.ยังเสนอให้มีการเปิดบัญชีเงินฝากเป็นสกุลดอลลาร์ หรือสกุลต่างประเทศในประเทศไทยได้ด้วย โดยจะกำหนดวงเงินที่อนุญาตให้ฝากเป็นเงินสกุลต่างประเทศตามประเภทของผู้ฝากว่าเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งนี้ ในส่วนของบุคคลธรรมดา ธปท.จะอนุญาตให้เปิดบัญชีเงินฝากเป็นสกุลต่างประเทศได้ไม่เกิน 1 แสนดอลลาร์ ดร.ธาริษา กล่าวว่า การเปิดให้บุคคลธรรมดามีวงเงินในการซื้อดอลลาร์ หรือเงินต่างประเทศเก็บไว้นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยให้รายย่อยที่อาจจะไม่สามารถซื้อสัญญาซื้อขายเงินล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) เพื่อป้องกันความเสี่ยงสามารถซื้อดอลลาร์เก็บไว้ในบัญชีส่วนบุคคลได้ในวงเงินหนึ่ง นอกจากนี้ ยังได้หารือกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์และโบรกเกอร์ในส่วนที่จะปรับให้มีการเอาเงินออกไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้คงจะออกตามมาในระยะต่อไป "การสนับสนุนให้มีเงินออกไปนอกประเทศมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้ามาในประเทศเยอะขณะที่เงินออกไปยังมีน้อย เนื่องจากการลงทุนยังชะลออยู่ จึงได้เพิ่มช่องทางที่จะช่วยให้การดูแลค่าเงินบาทมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการไหลเข้าและออกของเงินมีความสมดุลมากขึ้นด้วย" ทั้งนี้ สำหรับมาตรการของ ธปท. ที่เสนอทั้ง 8 ข้อนั้น บางข้อจะต้องรอให้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อน ขณะที่บางข้อก็ผ่านความเห็นของ รมว.คลังเพียงอย่างเดียว จึงจะประกาศออกมาใช้ อย่างไรก็ตาม ดร.ธาริษา เปิดเผยว่า เท่าที่ได้หารือกับ รมว.คลัง ก็ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรที่ติดขัดกับมาตรการที่เสนอไป ดร.ธาริษา กล่าวด้วยว่า มาตรการทั้งหมดที่เสนอไปทางกระทรวงการคลังนั้น ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกันสำรอง 30% เนื่องจากมาตรการดังกล่าวยังต้องเก็บไว้ เพราะมีความจำเป็นในแง่ที่จะส่งผลทางจิตวิทยาอยู่ ด้าน ดร.ฉลองภพ กล่าวว่า มาตรการของ ธปท. ที่เตรียมออกใช้มีความสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่เสนอมาเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว อย่างกรณีของการให้ผู้ส่งออกถือครองเงินต่างประเทศได้นานขึ้น ก็สอดคล้องกัน ซึ่งคาดว่าในวันนี้ (20 ก.ค.) น่าจะมีข้อสรุปออกมาได้ ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนในส่วนที่ต้องการให้มีการเร่งรัดชำระหนี้ของรัฐวิสาหกิจ โดยการกู้ในประเทศไปชำระหนี้ต่างประเทศนั้น ก็น่าจะสามารถดำเนินการได้มากพอสมควร ซึ่งก็จะมีผลช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้ เพราะการปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้มี ความต้องการเงินต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ คงจะมีการประชุมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีกครั้งหนึ่ง ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาด้วยว่าการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นระดับที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากการลงทุนและการบริโภคในประเทศยังมีความเปราะบางอยู่ ขณะที่ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อก็ไม่น่ากังวลมากนัก นายโฆสิต กล่าวว่า ที่ประชุมยอมรับข้อเสนอ ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ใน 7 มาตรการเร่งด่วน ที่จะแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ อาทิเช่น การถือครองเงินดอลลาร์โดยไม่จำกัดเวลา เพื่อให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น การเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศในธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น โดยจะสรุปผลการหารือร่วมกันให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีรับทราบในวันนี้ (20 ก.ค.) ก่อนเสนอ ครม.พิจารณาในวันที่ 24 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการใดที่กระทรวงการคลังและธปท. สามารถดำเนินการได้ก็ให้เร่งดำเนินการแก้ไขระเบียบ และประกาศใช้ในทันที ส่วนมาตรการใดที่ต้องเป็นมติของครม. ก็จะมีการพิจารณา เพื่อให้เห็นผลในสัปดาห์หน้า สำหรับข้อเสนอแนะของเอกชนมีความชัดเจนที่ในหลักการส่วนใหญ่มีคำตอบและทำได้ในทุกข้อแม้อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที เพราะต้องมีการประสานงานและแก้ไขระเบียบในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คงไม่ใช่ปัญหาและใช้เวลาไม่นานมาก ส่วนการตั้งกองทุนเพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทนั้น เป็นมาตรการระยะกลาง ซึ่งจะมีการพิจารณาในรายละเอียดต่อไป "การแก้ไขปัญหาค่าเงินคงจะมีการหารือร่วมกัน ทุกสัปดาห์ เพราะเชื่อว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาไม่ใช่ยาวิเศษ ที่สามารถแก้ไขได้แบบครั้งเดียวจบ เพราะเป็นผลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในทั่วโลก ซึ่งไม่มีวันจบและเกิดขึ้นทุกวินาที จึงต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ แต่ต้องไม่ฝืนตลาด ซึ่งต้องมีการประสานสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อทำให้การดูแลค่าเงินมีประสิทธิภาพเข้มแข็งมากขึ้น" ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันเอกชน (กกร.) ในการแก้ปัญหาเงินบาท เป็นข้อเสนอที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะเป็นการมุ่งป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลเข้ามามาก การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับข้อเสนอของ กกร. ไป จะทำให้ผู้ส่งออกลดการเทขายเงินดอลลาร์ลงได้ จากการผ่อนคลายมาตรการถือครองได้โดยไม่จำกัดเวลา ไม่จำเป็น ต้องแลกเงินกลับไปกลับมาหลายครั้ง ส่วนข้อเสนอระยะกลาง-ระยะยาว ที่ให้รัฐมีนโยบายเร่งรัฐวิสาหกิจชำระหนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดเช่นกัน สอดคล้องกับหลักวิชาการที่จ่ายเงินดอลลาร์ออกไป ในช่วงที่มีเงินไหลเข้ามามาก นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่รัฐบาล รับข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้น จะทำให้ผู้ส่งออกมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดราคาสินค้าเพื่อรับออเดอร์ใหม่ เนื่องจากเชื่อว่ามาตรการที่ระดมความเห็นร่วมกัน ทั้ง 7 ข้อ จะช่วยทำให้ค่าเงินบาทของไทยมีเสถียรภาพและอ่อนค่าลงไปได้ ทั้งนี้ การผ่อนคลายให้ผู้ส่งออกสามารถถือครองดอลลาร์ได้ไม่มีกำหนดเวลาและเปิดบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศนั้น จะเป็นแนวทางช่วยดูดซับดอลลาร์ออกจากระบบ ทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่าลงไปได้ในระดับหนึ่ง ส่วนที่ยังไม่มีการยกเลิกมาตรการสำรอง 30% นั้น เห็นด้วยและเชื่อว่า ธปท.คงมีเหตุผลที่ดีพอ เพราะหากจะยกเลิกจริง ควรมั่นใจว่ามีมาตรการหรือกลไกอื่นที่จะดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้ถูกโจมตีจากการเก็งกำไรของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีก จะทำให้สถานการณ์ค่าเงินบาทมีปัญหาหนักขึ้น นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ภาครัฐรับข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาค่าเงินบาทของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถือว่าภาครัฐรับรู้ปัญหาและความรู้สึกของภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งท่าทีของภาครัฐ จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อการส่งออกของผู้ประกอบการดีขึ้น และการอนุญาตให้ผู้ส่งออกถือครองดอลลาร์ได้นานขึ้น จะทำให้ผู้ส่งออกสามารถดำเนินธุรกิจได้เป็นปกติ และมีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งอาจทำให้ปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของผู้ส่งออกลดลงได้ โดยก่อนหน้านี้ ผู้ส่งออกประสบปัญหาขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง จึงได้เสนอมาตรการช่วยเหลือให้ภาครัฐไป 7 ข้อ และข้อเสนอระยะกลางและระยะยาวของ กกร. ที่เหลือเห็นว่า ต้องการให้รัฐรับดำเนินการตามข้อเสนอต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว ข้อเสนอของ กกร. เป็นข้อเสนอที่จะช่วยผลักดันไม่ให้เงินดอลลาร์เข้ามากดดันเงินบาทในประเทศ จนแข็งค่าขึ้น ซึ่งเมื่อภาครัฐดำเนินการแล้วเชื่อว่า จะมีแนวโน้มที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงในอนาคต โดยแนวโน้มดังกล่าวถือเป็นสัญญาณให้ผู้ส่งออกทราบว่า ทิศทางของค่าเงินบาทชัดเจนขึ้น รวมทั้งภายหลังการ ลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลง 0.25% ได้มีผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย จะทำให้เงินบาทคงไม่แข็งค่าเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ และเชื่อว่าต่อไปเงินบาทอ่อนค่าลงแล้ว แต่คงไม่อ่อนค่าลงแบบหวือหวา นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากนี้รัฐบาลคงต้องไปพิจารณารายละเอียดว่า จะดำเนินการตามข้อเสนอของภาคเอกชนได้อย่างไร โดยการช่วยเหลือผู้ส่งออกในระยะสั้น จะต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ส่งออกที่มีความเข้มแข็งหรือมีเงินทุนหมุนเวียนพอสมควร ซึ่งส่วนนี้สามารถลดผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าจากการอนุญาตให้ผู้ส่งออกถือเงินดอลลาร์ได้ไม่จำกัดระยะเวลา และการอนุญาตให้เปิดบัญชีเงินสกุลต่างประเทศได้ โดยจะทำให้ผู้ส่งออกสามารถจ่ายค่าระวางเรือ หรือค่าวัตถุดิบที่ซื้อ ในประเทศเป็นเงินดอลลาร์ได้ 2.ผู้ส่งออกที่ขาดสภาพคล่องจากเงินบาทแข็งค่า ซึ่ง กกร.เสนอให้มีกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบมาก และหลังจากนี้ จะต้องมาหารือในรายละเอียดว่า ที่มาของกองทุนและผู้ประกอบการที่จะได้สิทธิจากกองทุนจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทเท่านั้น จึงต้องมาหาวิธีว่าจะแยกผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง เพราะค่าเงินบาทและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องเพราะสาเหตุอื่นได้อย่างไร ดร.ธาริษา กล่าวด้วยว่า หาก ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่า 0.25% จะมีโอกาสทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบ ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และจะไม่เป็นประโยชน์ต่อระยะยาว เพราะหากดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ จะทำให้คนไม่อยากออม ในขณะที่ในระยะต่อไปที่ไทยต้องการลงทุนมากขึ้น ทั้งจากโครงการเมกะโปรเจค และโครงการอื่น ๆ มีความจำเป็นที่ต้องมีการออมในประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนด้วย "ที่ลดดอกเบี้ยลงดูหลาย ๆ อย่าง เงินเฟ้อไม่เป็นปัญหา การขยายตัวเศรษฐกิจก็ยังผลักดันได้อีก ส่วนผลของการลดดอกเบี้ยต่อค่าเงินนั้น ก็คงมีผลช่วยในระดับหนึ่ง เพราะเมื่อดอกเบี้ยถูกลงแล้ว คนก็ไม่กู้ต่างประเทศเข้ามา หรือที่กู้อยู่แล้วก็อาจจะปรับโครงสร้างหนี้" ดร.ธาริษากล่าว ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึง กรณีที่อนุญาตให้นอนเรสิเดนท์ที่มีธุรกรรมก่อนวันที่ 19 ธ.ค.49 สามารถย้ายมาทำสวอปในตลาดในประเทศได้ด้วยว่า หลังจากเปิดให้มาขออนุญาตก็มีการทยอยขอเข้ามา ซึ่งก็ต้องรอให้ ธปท.อนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนธุรกรรมเหล่านี้มีจำนวนไม่มากอยู่แล้ว ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ธปท. คาดหวังจากการอนุญาตให้นอนเรสิเดนท์เข้ามาทำสวอปในประเทศได้ว่า จะมีผลให้ค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์อ่อนค่าลงมาใกล้เคียงกับตลาดในประเทศมากขึ้น <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">กรุงเทพธุรกิจ คม ชัด ลึก ไทยรัฐ 20 ก.ค. 50</p>
ธปท. เสนอ 8 มาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ไฟเขียวถือครองดอลลาร์ไม่จำกัดเวลา พร้อมให้ แบงก์พาณิชย์เปิดบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ ซื้ออสังหาฯ ต่างชาติได้ 1 ล้านดอลลาร์ต่อคนต่อปี "ฉลองภพ" เตรียมนักรัฐวิสาหกิจเร่งชำระหนี้ "โฆสิต" เตรียมนำแพ็คเกจ เสนอ ครม.พิจารณา 24 ก.ค.นี้ ขณะที่ภาคเอกชนขานรับมาตรการผ่อนคลายภาครัฐ เชื่อหนุนเงินบาทอ่อนค่าลง การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทวานนี้ ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ตามการแทรกแซงของ ธปท. และกังวลมาตรการของ ธปท. โดยวานนี้ (19 ก.ค.) ค่าเงินบาทตลาดในประเทศอยู่ที่ 33.50-33.53 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 30.05 บาทต่อดอลลาร์
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นัดหารือเกี่ยวกับการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท ร่วมกับ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วานนี้ (19 ก.ค.)
รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม ธปท. ได้เสนอแพ็คเกจแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง 8 มาตรการด้วยกัน ทั้งนี้ กรอบคิดหลักในมาตรการดังกล่าว คือพยายามผ่อนคลายกฎ ระเบียบเก่า เพื่อหวังระบายเงินดอลลาร์ ออกนอกประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน เงินต่างประเทศที่เข้ามาแล้ว ผ่านการส่งออกหรือรายได้อื่น ๆ ธปท.ยืดเวลาในการแปลงเป็นเงินบาทนานขึ้นหรือไม่จำกัดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นตัวเร่งในการซื้อเงินบาท
มาตรการที่ 1 ขยายเวลากรณีคนไทยขายสินค้าในต่างประเทศได้ จากเดิมกำหนดว่าต้องนำเงินเข้าไทยภายใน 120 วัน ข้อเสนอใหม่ ธปท.ให้เป็นภายใน 360 วัน ซึ่งมาตรการส่วนนี้หวังชะลอการนำเงินเข้ามา
มาตรการที่ 2 เมื่อนำเงินต่างประเทศเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจากการส่งออกหรือรายได้อื่น สามารถถือครองได้ไม่จำกัดเวลา จากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 15 วัน ต้องแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งส่วนนี้จะลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งได้ ซึ่งเป็นไปตามที่ข้อเสนอของภาคส่งออก
มาตรการที่ 3 อนุญาตให้ฝากเงินในประเทศ เป็นสกุลต่างประเทศได้ โดยแยกเป็นกรณีที่มีรายได้ต่างประเทศ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ฝากได้ไม่จำกัดวงเงิน ขณะเดียวกัน กรณีไม่มีรายได้ต่างประเทศ ในส่วนบุคคลธรรมดา ฝากบัญชีเงินต่างประเทศได้ไม่เกิน 1 แสนดอลลาร์ หรือเทียบเท่าส่วนนิติบุคคล ฝากเงินบัญชีเงินต่างประเทศได้ไม่เกิน 3 แสนดอลลาร์หรือเทียบเท่า
มาตรการที่ 4 อนุญาตให้คนไทยซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) จากปัจจุบันที่ซื้อขาย ได้เฉพาะ SET 50 เท่านั้น ซึ่งหากมีการซื้อขายทองคำเกิดขึ้น น่าจะทำให้เอกชนนำเงินบาทไปแลกดอลลาร์ เพื่อซื้อขายทองคำ น่าจะช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้
มาตรการที่ 5 อนุญาตโอนเงินให้ญาติในต่างประเทศหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศได้ในวงเงิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อคนต่อปี
มาตรการที่ 6 อนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไร และไม่อยู่ในกลุ่มฟื้นฟูกิจการฯ สามารถลงทุนโดยตรงต่างประเทศได้