จากประสบการณ์จัดอบรมนพลักษณ์ของดิฉัน พบข้อสังเกตประการหนึ่งคือ
ยิ่งบุคคลที่มีความรู้ทางโลกสูงๆ เช่น จบปริญญาเอก ยิ่งเห็นอาการไม่มั่นใจ หรือยากที่จะตัดสินใจว่าตนเองเป็นคนเช่นไร ใน 9 ประเภทของศาสตร์นพลักษณ์
ดิฉันจะมักเจอคำถามเช่น “อาจารย์คิดว่าพี่เบอร์อะไร” ทั้งๆ ที่มีการกำชับตลอดการอบรมว่า วิทยากรเป็นเพียงผู้จัดกระบวนการให้เท่านั้น คนที่จะนิยามว่าตนเองเป็นเบอร์อะไร หรือลักษณ์อะไรนั้น ต้องเป็นเจ้าตัวเท่านั้น
ปีที่แล้ว ดิฉันอบรมนพลักษณ์ให้ผู้นำเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่น่าแปลกใจว่า พบคำถามเช่นนั้นน้อยมาก
เมื่อจบการอบรม มีการให้โจทย์ว่า เมื่อเรียนรู้นพลักษณ์แล้วได้อะไร และจะปรับใช้อย่างไร... เด็กๆ เขียนมาอย่างน่าประทับใจมาก คือ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการอบรม (ในความคิด และความคาดหวังของดิฉัน)
เด็กส่วนใหญ่เขียนมาโดยสรุปทำนองว่า “รู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร และมักจะทุกข์เรื่องอะไร” เด็กแต่ละลักษณ์รวมกลุ่มกัน และเขียนความทุกข์ของตนเองออกมา หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เด็กๆ บอกว่าได้รับคือ “รู้จักว่า เราไม่เหมือนเพื่อน เข้าใจเพื่อนมากขึ้น”
แต่ในทางกลับกัน ท่านดอกเตอร์ทั้งหลาย เมื่อจบการอบรมทีไร มักจะมีคำถามประเภท “อาจารย์ว่า พี่จะบริหารจัดการคนลักษณ์ ... อย่างไรดี”
“พี่ว่า ลูกน้องพี่เป็นลักษณ์.... พี่จะย้ายเขาไปทำงาน... ดีไหม” (ประมาณว่าคนที่กล่าวถึงไม่ได้มาอบรมด้วยเลย แต่ติดฉลาก ให้เบอร์เขาเสร็จสรรพ)
ดิฉันไม่ค่อยอยากจะโทษระบบการศึกษาเลย ว่าสอนแต่ให้คน “รู้” เรื่องนอกตัว และเคยชินกับการจัดการเรื่องนอกตัว ไม่ค่อยจะจัดการกับตัวเองเท่าใดนัก ดิฉันว่าข้อเขียนนี้รู้สึกจะแรงเกินไปแล้ว ...พอดีกว่า
กลับไปสู่ประโยคแรก ...การรู้จักตนเอง เป็น ความรู้ขั้นต้นสำหรับการพัฒนาตนเอง
และพลังของปัจเจก จะเป็นพลังในการพัฒนาองค์กร
เห็นด้วยกะอ. ค่ะ
ตอนนี้ถูกจัดให้อยู่ประเภทลักษณ์หกเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับข้อกังขาว่า จริงหรือ? และทำให้ต้องเข้ามาศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง.