ในตอนที่ 1 ได้เกริ่นนำเกี่ยวแนวคิดในการพัฒนาและข้อมูลเบื้องต้นของอำเภอโพธิ์ทองไปแล้ว ในตอนที่ 2 นี้ผู้เขียนจะเล่าถึงภาพอดีตของตลาดเก่าอำเภอโพธิ์ทอง ที่เคยมีความรุ่งเรืองทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจและสังคม มีสาระสำคัญให้มองเห็นภาพดังนี้
1. อดีตที่เหมือนความฝัน หลังวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2526 ผู้คนได้ย้ายข้าวของหนีน้ำออกมาขายของบนที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ซึ่งอยู่ริมถนนบริเวณหน้าวัดศีลขันธ์ จำหน่ายขายดีจนไม่ยอมกลับไปขายที่ตลาดเก่า ประกอบกับมีความเจริญเข้ามาแทนที่ ตลาดเก่าโพธิ์ทองจึงกลายเป็นตลาดร้าง ข้าวของขายไม่ได้ พื้นที่ห้องแถวถูกทำเป็นห้องเช่า ทำเป็นที่พักเพื่อให้คนนอกพื้นที่เช่ากันหมด ทางเข้าออกก็ลำบาก คับแคบมาก รถยนต์ขนส่งเข้าออกไม่ได้ น้ำประปาไม่มีใช้ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดโพธิ์ทอง ที่เคยมีความรุ่งเรืองในอดีตหรือ
1.1 ลักษณะทางกายภาพของชุมชนตลาดเก่าอำเภอโพธิ์ทอง
ที่ตั้ง ตลาดเก่าอำเภอโพธิ์ทองตั้งอยู่ในเขตอำเภอโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอ่างทอง เป็นตลาดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในอดีต ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งขวาของแม่น้ำน้อย ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการใช้น้ำอุปโภคบริโภค ใช้เป็นเส้นทางการสัญจร การคมนาคมขนส่ง และการค้าขายทางน้ำ
โครงสร้างของตลาดและที่อยู่อาศัย ตัวตลาดเป็นห้องแถวสร้างด้วยไม้ ใช้เป็นที่ค้าขายและพักอาศัย มีห้องแถวประมาณ 200 ห้องอยู่ริมแม่น้ำ 2 แถว ตลอดแนวของแม่น้ำน้อย หันหน้าเข้าหากันมีถนนระหว่างห้องแถว ซึ่งโครงสร้างของตลาดเก่าประกอบด้วยตลาดย่อย ๆ จำนวน 4 ตลาด คือ1) ตลาดนายโป๊ว หรือตลาดใต้อยู่ติดริมแม่น้ำน้อย สร้างมาประมาณ 100 ปีเศษ เดิมมีสภาพเป็นตลาดสด2) ตลาดนางพิม สร้างมาประมาณ 57 ปี3) ตลาดนางแป้งหอม สร้างขึ้นไล่เลี่ยกับตลาดนางพิม4) ตลาดนางไปล่ ไม่แน่ใจว่าสร้างขึ้นเมื่อใดภายใน 100 ปี แต่สร้างขึ้นก่อนตลาดนางพิมและตลาดนางแป้งหอม
เส้นทางคมนาคม เดิมการคมนาคมทางรถยนต์ไม่ค่อยมี การสัญจรทางบกจะใช้เดินทางด้วยเท้า หรือใช้เกวียน การเดินทางสัญจรจึงใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ แม่น้ำน้อยจึงเป็นแหล่งอาชีพและเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่ใช้ในการเดินทาง การขนส่ง การค้าขาย โดยการใช้เรือเป็นพาหนะ แบ่งวิธีการเดินทางโดยการใช้เรือ ออกเป็น 2 ส่วน
- เรือเล็ก ได้แก่ เรือพายม้า เรือป๊าบ เรือหมู เรือบด ซึ่งเป็นเรือพายใช้สำหรับเป็นพาหนะในการเดินทางสัญจรทางน้ำในชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำ และนำสินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตรของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เช่น พืชผัก ข้าว มาจำหน่ายในตลาดโพธิ์ทอง และเกษตรกรยังนำข้าวเปลือกใส่เรือขนมาสีเป็นข้าวสารที่โรงสีข้าว และซื้อสินค้าจากตลาดโพธิ์ทองกลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีเรือแจว เรือจ้างสำหรับใช้ข้ามฟากแม่น้ำ
- เรือสีเลือดหมู เรือเขียว เรือแดง เป็นเรือสองชั้นรับส่งโดยสารขึ้นล่องกรุงเทพฯ และขนส่งสินค้าทุกวัน ตั้งแต่อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี โพธิ์ทอง วิเศษชัยชาญ ผักไห่ อยุธยา และกรุงเทพฯ จอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่แพท่าน้ำบริเวณหน้าอำเภอ และตลาดใต้ถึงวันละประมาณ 4 ลำ พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายในตลาดก็จะเดินทางโดยทางเรือไปซื้อสินค้าจากกรุงเทพมหานครมาขาย
สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ในชุมชนตลาดโพธิ์ทองในอดีตมีสิ่งก่อสร้างและสถานที่สำคัญๆ ดังนี้
- ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ทอง ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำน้อย เป็นอาคารไม้สองชั้นแบบถาวรหลังคามุงกระเบื้อง และเมื่อปี พ.ศ.2516 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาสร้างหมู่ที่ 7 ตำบลอ่างแก้ว เป็นอาคารตึกสองชั้นทรงไทย ปัจจุบันได้รื้อถอนไปแล้ว
- สถานีตำรวจ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำน้อย ติดกับที่ว่าการอำเภอ ปัจจุบันยังคงอยู่เป็นอาคารไม้สองชั้น แต่มีสภาพทรุดโทรม
- ศาลเจ้าพ่อโพธิ์ทอง ตั้งอยู่เลขที่ 999 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่างแก้ว อยู่ที่ตลาดใต้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีและวัฒนธรรมของชาวจีนเช่น ตรุษจีน สารทจีน ใช้เก็บกระดูกบรรพบุรุษของชาวจีน และนอกจากนี้ยังใช้เรียนภาษาจีนอีกด้วย
- โรงเรียน ในตลาดโพธิ์ทองมีโรงเรียนสอนหนังสือภาษาไทย ชื่อโรงเรียนประสาทศิลป์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยม 3 ผู้เรียนมีทั้งคนจีนและคนไทย และมีโรงเรียนสอนภาษาจีนกลางและแต้จิ๋ว
- วัด ที่อยู่ข้างเคียงกับตลาดโพธิ์ทอง คือวัดศีลขันธ์ อยู่คนละฝั่งถนนทางทิศตะวันออก และวัดเกาะ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตลาดใต้คนละฝั่งแม่น้ำ ชาวไทยในชุมชนตลาดโพธิ์ทองใช้เป็นสถานที่ทำบุญและประกอบพิธีทางศาสนา
- โรงสีข้าว เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกใส่เรือขนมาสีเป็นข้าวสาร
1.2 สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมอาชีพและวิถีการดำเนินชีวิต เดิมตลาดโพธิ์ทอง มีความเจริญรุ่งเรืองมากในอดีต ชาวบ้านอยู่กันอย่างมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เนื่องจากตลาดโพธิ์ทองตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย อาชีพและวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวตลาดโพธิ์ทองจะผูกติดกับสายน้ำ โดยจะใช้เส้นทางของสายน้ำสำหรับการเดินทาง และค้าขายโดยใช้เรือเป็นพาหนะ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวตลาดโพธิ์ทอง เป็นคนจีนมากกว่า 50 % จะประกอบอาชีพค้าขาย เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีการไปซื้อและใส่เรือขนส่งสินค้ามาจากกรุงเทพนคร ได้แก่ เสื้อผ้า ของกินของใช้เบ็ดเตล็ด พริก หอม กระเทียม ฯลฯ มาจำหน่าย คนไทยซึ่งอาศัยอยู่นอกตัวตลาดออกไป ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรก็นำสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ ปลา ใส่เรือเล็ก เรือพาย มาขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าในตลาด และมีการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่มีมากมายในเขตอำเภอโพธิ์ทอง ไปขายยังกรุงเทพมหานครเช่นกัน นอกจากนี้ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรยังนำข้าวเปลือกใส่เรือป๊าบ เรือหมู เรือม้า ขนมาสีเป็นข้าวสารที่โรงสีข้าว สำหรับพันธุ์ข้าวที่ปลูก ได้แก่ กข.7 ขาวพวง ขาวมะลิ ราคาข้าวเปลือกเกวียนละ 700 ถึง 1,200 บาท การค้าขายสินค้าได้ดี หากินง่าย ก๋วยเตี๋ยวชามละหนึ่งบาทถึงหกสลึง เงินเดือนครูเดือนละ 12 บาท ทองราคาบาทละ 400 บาท นอกจากนี้ยังมีการทำจักสานหวาย ทำขนมหวาน และหาปลาในแม่น้ำ ลำคลอง อีกด้วย
ประเพณีและวัฒนธรรม ในชุมชนตลาดโพธิ์ทองมีประเพณีไหว้เจ้าในเทศกาล ตรุษจีน สารทจีน มีการแจกฐาน ข้าวสาร ติ้ว และมีการแสดงงิ้วเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ศาลเจ้าพ่อโพธิ์ทอง อยู่ที่ตลาดใต้ รอบๆ ตลาดออกไปมีประเพณีทั่วไปของคนในภาคกลางที่มีการทำบุญในเทศกาลตามวัดต่างๆ อยู่ใกล้เคียง เช่น วัดเกาะวัดศีลขันธ์ ได้แก่ ประเพณีสรงน้ำพระในวันสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา แข่งเรือ ลอยกระทง การละเล่นพื้นบ้าน ก่อพระทราย เป็นต้น ซึ่งบทบาทของพระภิกษุสงฆ์ ก็จะมีความสัมพันธ์กันในรูปของงานบุญต่าง ๆ เช่นเดียวกับสังคมในชนบททั่ว ๆ ไปในภาคกลางทำให้วัฒนธรรมเป็นแบบวิถีไทยจีน
การศึกษา คนในชุมชนส่วนใหญ่ชาวบ้านทั่วไปจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่คนในชุมชนตลาดโพธิ์ทองที่มีฐานะจะจบชั้นมัธยม 3 แล้วไปเรียนต่อที่ตัวจังหวัดหรือที่กรุงเทพฯ เนื่องจากอดีตที่ตลาดโพธิ์ทองมีโรงเรียนสอนหนังสือภาษาไทย ชื่อโรงเรียนประสาทศิลป์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยม 3 ผู้เรียนมีทั้งคนจีนและคนไทย ปัจจุบันเลิกทำการสอนแล้ว แต่ยังมีอาคารอยู่ มีสภาพทรุดโทรม และมีการเรียนภาษาจีนที่ศาลเจ้าพ่อโพธิ์ทองอีกด้วย
การปกครองและผู้นำ ในอดีตมีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ในการปกครองดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านแต่ไม่มีบทบาทในการพัฒนา ชาวบ้านยังต้องช่วยเหลือและพึ่งพาตนเอง
............พบกับภาพปัจจุบันของตลาดเก่าโพธิ์ทอง ได้ในตอนที่ 3..............