การจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ต.ป่าไหน่

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำปุ๋ยชีวภาพ 

ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ  80 พรรษา

วันที่ 14 พฤษภาคม 2550

ณ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่ 

อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่

          เริ่มโครงการอบรมโดยมีนายอำเภอพร้าวเป็นประธาน  กล่าวเปิดงาน  เสร็จแล้วอาจารย์ประสิทธิ์  แซ่ตั้ง  วิทยากรที่จะมาให้ความรู้แก่แกนนำชุมชนในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำปุ๋ยชีวภาพ  ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ  80 พรรษา แนะนำตัวอย่างเป็นทางการและพูดถึงรายละเอียดขั้นตอนการทำปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดเพียงคล่าว ๆ จากนั้นจึงแนะนำวิทยากรร่วม คือ  นายดวงดี  พันธ์วงศ์  ผู้ช่วยวิทยากรซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องปุ๋ยชีวภาพ ในหมู่บ้านน้ำแพร่ อ.พร้าว  จ.เชียงใหม่ และ    นางสาวสายเพียร ปราสุวรรณ เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง  หลังจากนั้น  อาจารย์ประสิทธิ์  แซ่ตั้งได้ให้ความรู้และบอกถึงข้อแตกต่างระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เมื่อใส่ปุ๋ยชีวภาพ 100%    รากจะได้รับเต็มๆ100%  เมื่อใส่ปุ๋ยเคมี 100%แต่รากจะได้รับเพียง20% โดยปุ๋ยชีวภาพมีอาหารของต้นไม้คือ    NPK, เกลือแร่, วิตามิน, ฮอร์โมน, เอนไซน์  แต่ปุ๋ยเคมีมีอาหารของต้นไม้เพียง   NPK เท่านั้น                       <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>

          การที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเป็นระยะเวลานานทำให้ดินเสื่อมสภาพ  สารเคมีตกค้างเป็นอันตรายต่อสัตว์และมนุษย์รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม การที่จะคืนสภาพดินให้สมบูรณ์สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ก็โดยการที่ไม่เผาทำลายธรรมชาติหันกลับมาใช้ เกษตรอินทรีย์ ใช้วัสดุที่มีอยู่ในท่องถิ่นหรือวัสดุที่เหลือใช้นำมาทำให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ผลที่จะตามมาผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ มนุษย์ในที่นี้  อาจารย์ประสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างของข้อดีและประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพว่า  น้ำจากปุ๋ยชีวภาพ ใช้ได้ทั้งสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ เช่นน้ำจากปุ๋ยชีวภาพสามารถใช้แก้โรคของสัตว์  เช่นโรคปากเท้าเปื่อย  ,โรคเรื้อน เป็นต้น   สำหรับต้นไม้ก็นำน้ำจากปุ๋ยน้ำมารดต้นไม้ให้ต้นไม้แข็งแรง และเติบโตโดยปราศจากสารพิษได้ หลังจากอาจารย์ประสิทธิ์  ให้ความรู้แก่แกนนำชาวบ้านเรียบร้อยก่อนที่จะให้แกนนำทำปุ๋ยชีวภาพ  อาจารย์ประสิทธิ์ ได้เชิญคุณดวงดี   พันธ์วงค์ มาให้ความรู้เพิ่มเติมและเล่าถึงประสบการณ์จากการทำปุ๋ยชีวภาพรวมไปถึงการให้ความรู้ในเรื่อง การขยายหัวเชื้อ , สูตรการทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้ง , สูตรการทำปุ๋ยน้ำ ดังนี้ 

สูตรการขยายหัวเชื้อ (ระยะเวลาที่จะสามารถใช้งานได้3-4เดือน)               

1.  จัดเตรียมหรือหาวัสดุในการทำหัวเชื้อโดยจะเน้นจากผลไม้ที่มีสีเหลืองเช่น  มะละกอ , สับปะรด , กล้วย , ฟักทองหรือผลไม้ชนิดใดก็ได้จากนั้นนำมาสับละเอียด               

2.  เตรียมถึงพลาสติกเพื่อใส่วัสดุ (ถังที่ใช้ต้องเป็นถังพลาสติก มีฝาปิด ไม่ควรใช้ถังเหล็กและถังซีเมนต์เพราะจะทำให้เกิดสนิมและถังผุได้ง่าย)               

3.  เมื่อเตรียมวัสดุและอุปกรณ์เรียบร้อย นำส่วนผสมซึ่งมีหัวเชื้อ 1 ลิตร , กากน้ำตาล(น้ำอ้อยเหลว) 1กิโลกรัม , น้ำเปล่าสะอาด 10 ลิตร นำส่วนผสมทั้งหมดเทในน้ำเปล่าและคนให้เข้ากัน               

4.  นำผลไม้ที่สับแล้ว 3 กิโลกรัม ใส่ในถังแล้วกดเศษผลไม้ให้จมน้ำ               

5.  ปิดฝาถังพลาสติกให้เรียบร้อย หากถังพลาสติกไม่มีฝาปิดสามารถใช้ถุงพลาสติกและใช้หนังยางมัดให้แน่นแล้วเก็บในที่เย็นมีอากาศถ่ายเทสะดวก 

สูตรปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้ง (ระยะเวลาที่จะสามารถใช้งานได้ 1สัปดาห์)

1.  เตรียมวัสดุปุ๋ยแห้งโดยเน้น                               
-  มูลสัตว์                               
-  แกลบอ่อน,แกลบดำ                    
-  ขี้เลื่อยจากฟาร์มเพาะเห็ด                               
-  เปลือกไข่
                               
-  ใบฉำฉาหรือเศษใบไม้
                               
-   กากมะพร้าว,ขุยมะพร้าว
                               
-  เปลือกถั่วเหลือ
                               
-  และอื่นๆ
                (วัสดุทั้งหมดจะเลือกใช้อะไรก็ได้แล้วแต่จะสะดวก)        
2.  นำเอาวัสดุที่มีอยู่นำมาทุบให้ละเอียดและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
               
3.  นำเอาน้ำเปล่าใส่บัวรดน้ำรดให้ทั่วและให้ปุ๋ยเปียกพอหมาดๆ จากนั้นผสมน้ำเปล่า 15 ลิตร, กากน้ำตาล
½ ลิตร, หัวเชื้อ ½ ลิตร คนให้เข้ากันเทใส่บัวรดน้ำแล้วนำมารดปุ๋ยอีกครั้ง               
4.  ตักใส่ถุงหรือกระสอบเก็บไว้ (วิธีเก็บปุ๋ยแห้ง ไม่ควรวางไว้ตากแดด ไม่ให้โดนฝนแต่ต้องอากาศถ่ายเทได้สะดวก)
  

สูตรปุ๋ยน้ำ (ระยะเวลาที่จะสามารถใช้งานได้ 4 เดือน)                
1.  เตรียมเศษอาหารที่เหลือทิ้งมา 3   กิโลกรัม
               
2.  เตรียมหัวเชื้อ 1 ลิตร,กากน้ำตาล 1  กิโลกรัม , น้ำสะอาด
10  ลิตร               
3.
  นำกากน้ำตาลผสมน้ำให้เข้ากัน แล้ว เทหัวเชื้อลงไปคนให้เข้ากัน               
4.  ใส่เศษอาหาร 3 กิโลกรัมลงไปคนให้เข้ากันจากนั้นปิดฝาให้แน่นหาของหนักทับฝาถังหมักทิ้งไว้รอประมาณ 4 เดือน
 
สารขับไล่แมลง               
1.  ยาเส้น               1  กิโลกรัม
               
2.  ตะไคร้หอม     1  กิโลกรัม
               
3.  ข่า,พริก             1  กิโลกรัม
               
4.  หัวเชื้อ              1  ลิตร
               
5.  กากน้ำตาล       1  ลิตร
               
6.  น้ำสะอาด        1  ลิตร
วิธีหมักสมุนไพร               
นำมาสับรวมกันใส่ในถัง  ผสมกากน้ำตาล+หัวเชื้อคนให้เข้ากันเทใส่ถังหมักปิดฝาให้แน่น เก็บไว้ในที่ร่มเขียน  วัน  เดือน  ปี  หมักไว้อย่างน้อย 1 เดือนก็ใช้งานได้
การพ่นสารขับไล่แมลง               
ผสม 2-4 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 1 ปี๊บหากต้องการให้เกิดการจับใบควรเพิ่มแชมพูหรือน้ำยาล้างจานประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ/1  ปี๊บจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
สารสมุนไพรที่ใช้กำจัดศัตรูพืชสูตรฆ่าเชื้อรา               
1.  หมากดิบเอาเฉพาะเมล็ด                               3  กิโลกรัม
               
2.  หัวเชื้อ                                                              1  ลิตร
               
3.  กากน้ำตาล                                                       1  ลิตร
               
4.  น้ำเปล่า                                                            10  ลิตร
วิธีทำสารฆ่าเชื้อรา               
1.  ทุบเมล็ดหมากดิบให้แตก
               
2.  นำกากน้ำตาล+ทำเชื้อ+น้ำ คนให้เข้ากันเทใส่ถังเทเมล็ดหมากดิบลงไป  ปิดฝาให้แน่น (เวลาเทน้ำที่ผสมลงไปให้เหลือไว้ 1 ฝ่ามือเพื่อให้มีพื้นที่อากาศไว้ด้วย)
               
3.  ควรเก็บไว้ในที่ร่ม  เขียน วัน  เดือน  ปี  หมักไว้  1  เดือน
  
การพ่นสารฆ่าเชื้อราในพืช               
ควรพ่นช่วงเช้า ๆ หรือช่วงเย็นไม่มีแสงแดด ค่ำๆ  การพ่นสารฆ่าเชื้อในสัตว์  เช่นโรคปากและเท้าเปื่อย  ควรพ่นที่เท้าก่อนเพื่อเป็นการป้องกันเป็นจุดแรก
อัตราส่วนในการพ่น        ผสมน้ำ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 บัวควรผสมจากน้อยไปหามาก 
ลักษณะของหัวเชื้อที่ดีจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้               
1.  เมื่อครบกำหนดเปิดดูจะมีฝ้าเกิดขึ้น
               
2.  จะมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำส้มสายชูอมเปรี้ยว
               
3.  จะมีสีน้ำตาล
ลักษณะของหัวเชื้อที่ไม่ดี   จะมีกลิ่นเหม็น แสดงว่าใส่กากน้ำตาลน้อย    วิธีแก้    ให้เพิ่มกากน้ำตาลลงไปคนให้เข้ากันก็จะดีเหมือนเดิม 
การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ                ในนาข้าว  ควรใส่ 200-300 กิโลกรัม/ไร่  โดยวิธีหว่านแล้วไถกลบ 10-15 วันก่อนปลูก          พืชสวน (ไม้ผล)  ก่อนปลูกควรขุดหลุมกว้าง 1  เมตร ลึก 1  เมตรผสมปุ๋ยหมักรองก้นหลุม  กรณีที่ต้นไม้โตแล้วควรใส่รอบๆ ทรงพุ่ม  5-10  กิโลกรัม/ต้น                พืชผัก สวนครัว  หว่านให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบ  200  กิโลกรัม/ไร่          

 ลักษณะของปุ๋ยหมักที่ดี                               
1.  มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มมีกลิ่นหอม
                               
2.  เศษวัสดุที่หมักจะต้องเปื่อยผุ้ยไม่จับกันเป็นก้อน
                               
3.  ไม่มีพืชหรือวัชพืชขึ้นในถุงหมัก
                               
4.  ก่อนนำมาใช้ควรรอความร้อนภายในถุงหมักลดลงเป็นปกติก่อนจึงจะนำมาใช้ได้
                
ประโยชน์ของปุ๋ยหมักชีวภาพ
                               
1.  ทำให้ดินมีสภาพที่ดีขึ้นร่วนซุยง่ายต่อการไถพรวน
                              
 
2.  ดินสามารถดูดซึมสารอาหารให้แก่พืชมากขึ้น ระบายน้ำได้ดีและเป็นตัวย่อยสลายให้ธาตุอาหารแก่พืชมากยิ่งขึ้น
                               
3.  ทำให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ
                               
4.  ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่แกนนำชาวบ้านทำปุ๋ยแต่ละชนิดเสร็จแล้ว  ตัวแทนแกนนำชุมชนกล่าวขอบคุณวิทยากรและปิดงานโครงการ ฯ

                จากการที่ได้เข้าร่วมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้ได้รู้สูตรปุ๋ย , สารขับไล่แมลง , หัวเชื้อต่างๆ มากมาย ฯลฯ  อย่างน้อยก็จะได้นำมาพัฒนางานศูนย์ฯ และที่บ้านด้วย  เจ้าหน้าที่ที่สนใจที่จะทำก็จะช่วยทำให้ด้วยความเต็มใจ

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังการอบรม 
-  นายสังวาลย์  จันทร์ติ๊บ  หัวหน้าสถานีอนามัยป่าไหน่  พูดถึงการเตรียมความพร้อมในการทำโครงการในวันที่ 14 พฤษภาคม 2550  ก็ผ่านพ้นไปด้วยความราบรื่นดีถึงแม้จะมีอุปสรรคในเรื่องฝนก็ตาม แต่ภาพรวมก็ดูเห็นแกนนำชุมชนมีความกระตือรือร้นดี มีคนเข้าร่วมอบรมตามเป้าหมายแต่เป็นห่วงในเรื่องความเป็นส่วนรวมของแกนนำชาวบ้านเกรงว่าจะส่งผลของการยั่งยืนต่อไป
-  นายสนิท  พรมใจ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน 5 เป็นห่วงในเรื่องของแกนนำชุมชนกลับก่อนเวลาโดยไม่ได้ชี้แจงและนัดหมายในครั้งต่อไป  ควรจะต้องแก้ไขในจุดนี้
-  นางสาวพวงชมพู  ดวงทิพย์พิพัฒน์  ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอพร้าว  สรุปว่ามองในภาพรวมแล้วเกิดความพอใจมากและหวังว่าการทำโครงการในครั้งนี้แกนนำชุมชนคงจะมีการถ่ายทอดความรู้ ได้ไม่มากก็น้อยและขอชมเชยวิทยากรที่มาอธิบายและสอนแกนนำชุมชนได้เป็นอย่างดี
-  นายรัฐศักดิ์  สิริวิชชานนท์  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนงานอบต.ป่าไหน่  เท่าที่เห็นโดยรวมแล้วก็เห็นการให้ความร่วมมือของแกนนำชุมชนสนใจดีถึงแม้จะมีอุปสรรคไปบ้าง
-  ตัวแทนแกนนำชุมชน กล่าวขอบคุณคณะวิทยากร
-  นายอรรณพ  คำนวณ  ประธานสภาอบต.ป่าไหน่  แสดงความคิดเห็น               
1.  ทางหน่วยงานขาดการวางแผน
               
2.  แกนนำชุมชนขาดความรับผิดชอบและไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ชัดเจน
               
3.  งบประมาณไม่มีในการใช้จ่าย
               
4.  มีปัญหาเกี่ยวกับคนไม่มีความเป็นส่วนรวม
               
5.  ควรให้คณะกรรมการทำการติดตามผลการดำเนินงาน
               
6.  สรุปก็พอใจในโครงการในครั้งนี้อย่างมาก 60-70
%-  นางศรีวรรณ ทาวงศ์มา ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง เสนอความคิดว่าพอใกล้ถึงระยะเวลา 3 เดือนควรให้ชาวบ้านกลับมาเล่าถึง ผลการทำงานต่อไป
-  อาจารย์ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง วิทยากร แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ                1.  ควรมีการวางแผนว่าจะมีการติดตามผลในรูปแบบไหน               
2.  ติดตามความกระตือรือร้นของชาวบ้าน โดยควรจัดทำการแข่งขันกันในหมู่บ้าน เช่นแจกใบประกาศ
               
3.  อยากให้ อ.ป่าไหน่ ทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ เป็นของส่วนกลางในหมู่บ้านเก็บไว้เพื่อใช้ขยายในครั้งต่อไป
 </span>