ผมได้รับเชิญจาก ศ. ดร. โสรัจ หงศ์ลดารมภ์ (hsoraj @ chula.ac.th) แห่ง Center for Ethics of Science and Technology จุฬาฯ ไปร่วม Colloquium Series เรื่อง Happiness, Public Policy and Technology ครั้งที่ 1 วันที่ 23 ก.ค. 50 ที่จุฬาฯ Colloquium นี้ดำเนินการต่อเนื่อง 1 ปี ภายใต้ประเด็น Can Thailand Become The First Global Hub for ‘Empowerment Technologies?’ เป็นประเด็นที่โดนใจผมมากครับ ไม่ไปร่วมไม่ได้ และต้องคิดไว้ล่วงหน้า ว่า คำตอบคือ “ได้” แล้วต้องมีคำตอบที่ 2 ที่ ดร. โสรัส ยังไม่ได้ถาม แต่ผมอยากตอบ คือถามว่า “ทำอย่างไร”
คำตอบคือ ใช้ “ความสำเร็จ” เป็นเป้าล่อ อีกชื่อหนึ่งของ “ความสำเร็จ” คือ “เทคโนโลยี” เราลืมไปครับ ว่าในโลกนี้ มนุษย์ทุกผู้เป็น “นักเทคโนโลยี” เพราะมนุษย์เราทุกคนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการดำรงชีพ ในการประกอบการงาน อยู่แล้ว ในความสำเร็จนั้นเอง มี “เทคโนโลยี” หรือ “ความรู้” ยิ่งที่เป็นความสำเร็จของกลุ่มคน หรือทีมงาน หรือกลุ่มเรียนรู้ ยิ่งเป็น “เทคโนโลยี” ที่มีเป้าหมายแน่นอน
ในความสำเร็จมี “เทคโนโลยี” จัดกระบวนการทำให้ “เทคโนโลยี” นี้มีความชัดเจน และส่งเสริมให้เจ้าของ “เทคโนโลยี” หลายๆ เทคโนโลยี ที่สัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกัน มาชื่นชมซึ่งกันและกัน และ ลปรร. กัน เพื่อหาทางทดลองยกระดับเทคโนโลยี ขึ้นไปอีก ในกระบวนการนี้ “สารสุข” (endorphin) จะหลั่งออกมามากมาย
แค่นี้ยังไม่พอ จัดให้นักวิชาการ / นักวิทยาศาสตร์ เข้าไปตีความ ทำความเข้าใจ อธิบาย ที่มาที่ไปของ “เทคโนโลยี” นั้น หรือเข้าไปทำวิจัยซ้อนกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีจากการปฏิบัติ หรือเข้าไปยกระดับเทคโนโลยีด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จะเกิดการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างนักปฏิบัติ กับนักวิชาการ เกิดความมั่นใจในตนเอง เกิดความเคารพเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน “สารสุข” จะหลั่งออกมาไม่หยุดยั้ง เพราะกระบวนการดังกล่าวเป็นวงจรต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
นี่คือ public policy “ทุกภาคส่วนจับมือกันให้คุณค่า และเพิ่มคุณค่า ของเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในสังคม” หรืออาจจะเรียกว่า “กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ” โดยมีปริยัติ หรือภาคทฤษฎี เข้าไปเสริม หรือเข้าไปเป็น “คุณอำนวย” จะเป็นนโยบายสาธารณะ ที่ช่วยสร้างความสุขเต็มแผ่นดิน
วิธีการที่ผมเสนอนี้ อาจเรียกชื่อว่า “การจัดการความรู้เทคโนโลยีของแผ่นดิน”
วิจารณ์ พานิช
17 ก.ค. 50