ระยะนี้ เดินไปทางไหน ก็มักจะได้รับฟังคำนี้ ที่หลุดออกมาจากปากคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับครูอ้อย
ซึ่งคำว่า....ทำอย่างไรก็จะได้รับอย่างนั้น...เหมือนเป็นปรัชญาชีวิตในการปฏิบัติงานด้วย
อายุย่างเข้า 50 ปีแล้ว รู้มามากเห็นมามากด้วย จึงสรุปได้ว่า ..2-3ปีที่ผ่านมา ครูอ้อยประสบกับชะตากรรมที่ต้องเผชิญหลายต่อหลายครั้ง กับวิกฤติ ที่ครูอ้อยพยายามที่จะนำมาเป็นโอกาส ทำได้สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง
แต่นั่นมันผ่านมาแล้ว ครูอ้อยมักจะก้มหน้าก้มตาทำงาน เพื่อให้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ด้วยความมาะนะพากเพียร พยายามนำความรู้ที่มีอยู่ ลงมาสู่ผลงาน เพิ่มพูนด้วยประสบการณ์
อะไรที่ครูอ้อยได้ทำมา ก็จะกลับมาหาครูอ้อยไปหมด
ตรงกันข้าม ผู้ที่คิดร้าย..กับครูอ้อย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง หรือ ...ใหญ่กว่าเพื่อนฝูง ก็จะได้รับผลของกระทำเช่นกัน ไม่ช้าก็เร็ว
หากทำดี เชื่อว่า..ได้รับผลดี
แต่หากไม่ดี...จิตของเขา กายของเขา..ก็จะร้อนรุ่ม และแสดงออกมาทางธาตุแท้ของเขาเอง...
ใครทำอย่างไรก็จะได้รับผลอย่างนั้น ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน
บางครั้ง.............
ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป................
ด้วยวัฒนธรรมที่กำลังถูกกลืน..................
ด้วยความแตกต่างระหว่าง " เงิน " กับ " คุณธรรม".....
ด้วยยุคที่เรียกว่า " โลกาภิวัฒน์ " ....................
ทำให้จิตใจผู้คนเปลี่ยนไป
ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป
ทำให้ความเชื่อของคนเปลี่ยนไป
ทำให้จิตใจเปลี่ยนไป จากสูงลงสู่ต่ำ
แต่สิ่งหนึ่งที่คงยังอยู่ และหมุนไปตามกาลเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุดคือ
กฏแห่งกรรม
กฏที่ว่าด้วยการกระทำของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้
แต่.......
เป็นที่น่าเสียดายว่า...
ผู้คนในยุคสมัยใหม่ลืมไป
ลืมไปว่า....กฏ..นี้ยังคงอยู่และทำงานไปเรื่อยๆ
และผู้คนส่วนใหญ่ก็เลือกทางเดินในเรื่องของ กฏแห่งกรรมในทิศทางที่แตกต่างกัน แต่จะเลือกทางใดนั้นขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นเอง
ซึ่งถือว่ากฎแห่งกรรมนั้น เป็นกฏที่ยุติธรรมยิ่งกว่าตัวบทกฏหมายใดๆ ในโลกนี้
ใครทำเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ในการส่งผลกลับสะท้อนกลับของการกระทำของผู้คน
ขึ้นอยู่ว่า จะช้าหรือเร็ว จะเห็นหรือไม่
และกฏแห่งกรรมนี้ก็ไม่เลือกเชื้อชาติ วรรณะ ยศฐานบรรศักดิ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่เข้าใจว่าตนเป็นผู้ดี หรือไม่ว่าผู้ที่จะถูกเหยียดหยามว่าเป็นแค่คนชั้นล่างก็ตาม
ผลแห่งกฏแห่งกรรม ก็ยังคงทำงานอยู่ แต่เสียดายที่ว่า ผู้คนลืมไป และนึกถึงแต่ เงินตรา คิดถึงแต่ยศฐา คิดถึงแต่ความร่ำรวย คิดถึงแต่สิ่งหรูหราที่เข้ามาในชีวิต และสิ่งเหล่านั้นก็ทำลายชีวิตในที่สุด เพราะทำให้พฤติกรรมและความคิดของคนเปลี่ยนไป จากสูงสู่ต่ำ ทำให้ก่อเกิดกรรมที่ไม่ดีส่งผลอยู่เสมอ
มีแต่ผู้เข้าใจในเรื่อง กฏแห่งกรรม นี้เท่านั้นที่พยายามจะดิ้นรนตนเองให้จิตใจสูงขึ้น ให้มีแต่กรรมดี แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะต้องทุกข์ยากเพียงใด แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะลำบากเพียงใด และแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะเหมือนปิดทองหลังพระก็ตามที
สุดท้าย เมื่อถึงที่สุดของกฏแห่งกรรมที่พลังแห่งจิตไม่ดีส่งผลมากกว่าพลังแห่งจิตที่ดีแล้ว วันนั้นอาจจะมีหลายคนเสียใจกับอดีตของตนที่ทำก็ได้
บันทึกของครูอ้อย ฉบับนี้ มีเนื้อหาความในแฝงอยู่นะครับ
สวัสดีครับครูอ้อย
ใช่คนที่ทำดีย่อมได้สิ่งดีตอบแทน เป็นครูก็ตั้งใจทำงานในหน้าที่สอนนักเรียนอย่างเต็มความสามารถมิได้หวังแต่จะสร้างผลงานเพื่อนตัวเอง แต่คนบางไม่คำนึงผลต่อนักเรียนครูนั้นก็ได้กรรมชั่วตอบแทน มองคนในแง่ร้ายเขาก็มองเราในแง่ร้ายเช่นกัน ไม่มีใครดีที่สุดและเลวที่ เก่งที่สุดและโง่ที่สุด คนในองค์ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน ตัวผู้เขียนคิดว่าเราควรมองคนในสิ่งที่ดีของผู้อื่น ทำให้เรามีความสุขใจชนะอื่นใดก็ไม่เท่าชนะใจตนเอง
สวัสดีค่ะ..คุณขอคิดด้วยคน
หนึ่ง...เป็นครูก็ตั้งใจสอน..แล้วคนอื่นคิดแบบนี้ด้วยก็จะทำให้องค์กรดีขึ้น
สอง..มุ่งที่นักเรียน.โอ..แน่นอน หากทุกคนคิดแบบนี้..วิทยฐานะ ผ่านร้อยละร้อยแน่ค่ะ
สาม...มองกันแง่ร้าย..ก็ถูกอีก..เคยได้ยิน ตาต่อตา ฟันต่อฟันมากมากเลยเฝือ มาพูดกันแค่...ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น..ดีกว่า..แคบลงค่ะ
สี่.....ไม่มีใครเก่งสุด โง่สุด ก็ถูกอีก..แต่ตัวเรา..จะยอมให้คนอื่นมาเก่งหรือดีกว่า แล้วถูกปรามาทได้อย่างไร..ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นล่ะค่ะ..สมควร เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงค่ะ
ขอบคุณค่ะ..มิตรรัก..ขอพูดด้วยคน..อิอิ..คุ้นคุ้น..