ผมเริ่มรู้สึกว่าคนโดยทั่วไปมีมุมมองต่อ “พลังปัญญา” แบบแคบ     มองเฉพาะที่ตัวบุคคลเป็นคนๆ     เน้นปัญญาปัจเจก  

          ที่จริงยังมีวิธีคิดเกี่ยวกับปัญญาที่น่าจะเป็นกระแสหลัก     คือปัญญาในภาพรวมของสังคม   มองที่การจัดระบบ ที่จะทำให้ปัญญาปัจเจกเบ่งบานและพัฒนาอย่างมีความลุ่มลึกและเชื่อมโยง  และในขณะเดียวกัน ก็มีการจัดระบบที่จะทำให้ปัญญาปัจเจกมาบูรณาการกันผ่านการปฏิบัติ  (ผ่าน KM)  เกิดการสนธิพลังปัญญา (synergy)    เกิดเป็นพลังปัญญาของสังคมในภาพรวม    ที่มีการยกระดับขึ้นเรื่อยไป ผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า KM     ซึ่งเป็นกิจกรรมดูดซับ (capture) ปัญญาจากภายนอกสังคมไทย  เอามาต่อยอด (leverage) ผ่านการทดลองใช้ และการ ลปรร. ในกลุ่มผู้ปฏิบัติ     เกิดเป็นความรู้ปฏิบัติ  

          แล้วนักวิชาการ / วิจัย ก็เข้าไปตีความ เอาทฤษฎีเข้าไปอธิบาย     ก็จะเกิดการยกระดับความรู้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง     เป็นวงจรเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด

          พลังปัญญาที่ยังไม่ค่อยได้นำมาใช้ คือ พลังปัญญารวมหมู่ (collective wisdom)     ไทยเราถนัดแต่ใช้พลังปัญญาปัจเจก (individual wisdom)

          มีดคมได้ด้วยการใช้และการลับฉันใด   ปัญญาก็คมได้ด้วยการลับผ่านการใช้ฉันนั้น     แต่คมมีดใช้ไปนานๆ มีการสึกหรอ หมดคม     ส่วนคมปัญญายิ่งใช้ยิ่งคม และยิ่งงอก  

          เมื่อไรมีความเป็นทางการสูง พลังทางปัญญา พลังความริเริ่มสร้างสรรค์จะหด     ดังนั้นการจัดการสมัยใหม่ จึงแสวงหาวิธีการจัดการแบบที่มี ๒ ลู่คู่ขนาน     คือ  ลู่เป็นทางการ กับลู่ไม่เป็นทางการ

          Governance ที่มุ่งดึงพลังปัญญาขององค์กรออกมาสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กร     ยิ่งจะต้องหาวิธีการใหม่ๆ ที่ไม่ปิดกั้นพลังปัญญา      “การกำกับ” หรือ “การควบคุม” ในวัฒนธรรมเดิมๆ ที่เน้นการทำงานตามกฎเกณฑ์กติกาตายตัวจะต้องเปลี่ยนไป

          สภามหาวิทยาลัย เป็นกลไก governance    ในโลกยุคที่ใช้พลังปัญญาเป็นพลังหลัก     สภามหาวิทยาลัยจะ govern อย่างไร     จึงจะได้ทั้งระบบที่รัดกุม    และในเวลาเดียวกันก็ได้พลังสร้างสรรค์ด้วย

วิจารณ์ พานิช
๑๐ ก.ค. ๕๐