หอยเชอรี่และหอยทากพบกันโดยบังเอิญที่ริมคันนา นั่นแน่ คิดจะมากินข้าวกล้าของชาวบ้านอีกละสิเนี่ย หอยทากทักขึ้น หอยเชอรี่ก็โต้ตอบไปว่า ไม่ให้กินข้าวกล้าจะให้ไปกินอะไรที่ไหนล่ะ คนปลูกให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์อย่างนี้ เรื่องอะไรจะต้องไปหากินไกลๆ”“หอยเชอรี่เอ๋ย นายเคยเห็นกาฝากที่ต้นหูกวางไหม ฉันละสงสารต้นหูกวางเหลือเกิน ดูดน้ำ ซับอาหารมาก็กินไม่เต็มอิ่ม ต้องถูกแบ่งไปให้กาฝากอยู่ร่ำไป เออนี่..ฉันมีคำถามอยู่ ๒ คำถามคือ ๑) สัตว์ตัวหนึ่งมีชีวิตอุดมสมบูรณ์โดยที่อาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีวิต กับ ๒) สัตว์อีกตัวหนึ่งเลี้ยงตัวเอง ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ชอบที่จะเอาเปรียบใคร ถ้าเป็นนาย นายอยากรู้จักหรือคบค้าสมาคมกับใครมากกว่า หอยทากถาม หอยเชอรี่จึงตอบออกไปว่า ธรรมดาสัตว์ทุกตัวย่อมชอบสัตว์ที่มีประสบการณ์การทำงานมากอยู่แล้ว คงไม่มีใครพึงพอใจสัตว์ที่อาศัยผู้อื่นมีชีวิตอยู่หรอก ผู้ที่อาศัยผู้อื่นมีชีวิตจะแตกต่างอะไรกับการเป็นสัตว์ง่อยเปลี้ย ถ้าเขามาอยู่กับฉัน เขาก็ไม่แตกต่างจากไม้เลื้อยที่นายพูดถึง ฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเลี้ยงผู้ไม่รู้จักเลี้ยงตัวเอง”“งั้นนายเดินมากับฉันสิ เดี๋ยวฉันจะชวนนายไปดูสัตว์ที่นายรังเกียจนั้น โน่นอยู่ข้างบ้านชาวนาโน่นหอยทากชวนหวยเชอรี่และเดินนำหน้าไป จนไปถึงบ้านของชาวนา ข้างบ้านของชาวมีโอ่งบรรจุน้ำใบหนึ่งวางอยู่  จากนั้นจึงพูดแนะนำไปว่า นายขึ้นไปบนปากโอ่ง แล้วชะโงกหน้าดูในโอ่งสิ ระวังหน่อยนะ อย่าชะโงกจนลืมตัว เดี๋ยวจะตกไปในโอ่ง จากนั้นจึงเปรยขึ้นเบาๆว่า ธรรมดาแล้ว สัตว์ทุกตัวมีกำลัง มีความคิด จึงมิควรที่จะมีชีวิตโดยพึงพาอาศัยแต่ผู้อื่นเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีใครจะเป็นที่พึ่งให้สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งได้ตลอดไป กำลังมีอยู่ ปัญญามีอยู่ จึงควรฝึกฝนกำลังและปัญญานั้นด้วยตัวเองให้มากๆ พึงใช้กำลังของตนเองให้เต็มที่ก่อน ก่อนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากใคร