สถาบันการศึกษาคงจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า customer ของเรานั้น อาจจะไม่เพียงแค่ local community แต่เป็น global community และลูกค้าของเรารวมไปถึงทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ภูเขา แม่น้ำ สังคม ที่เหมือนไม่มีชีวิต แต่เต็มไปด้วยชีวิต เหล่านั้นด้วย

ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์

มีคนบอกว่าผลิดบัณฑิตนั้น ก็อาจจะเหมือนโรงงาน คือต้องมองว่าลูกค้าต้องการอะไร ก็ผลิตออกมา ปรัชญาการตลาดยุคใหม่อาจจะเปลี่ยนเป็น ไม่ต้องสนมากนักก็ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร อยากผลิตอะไรก็ไปโฆษณาให้คนคิดว่านี่คือสิ่งจำเป็นในชีวิตก้ได้ เรียกว่าเป็น "อุปสงค์สร้าง หรือ อุปสงค์เทียม"

ซึ่งผมคิดว่าเป็นหลักการที่ "ตื้นมาก"

"ความต้องการ" หรือ need นั้น เป็นอะไรที่ปลายทางมากๆ ของแหล่งกำเนิดเบื้องหลัง คนเราจะทำอะไรสักอย่าง มักจะเข้าใจว่าก้เพราะเขา "ต้องการ" น่ะสิ ตราบใดที่เราเติมเต็มความต้องการ ก็ no problem เพื่อที่เราจะได้พบในที่สุดว่าความต้องการนั้น เติมให้เต็มยากมาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีการทำงานอย่างหนักในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติที่เป็นจุดผลักดันทุกสิ่งทุกอย่าง Otto Scharmer เรียกว่า The Source และเป็นอะไรที่มองไม่เห็น ไม่ทราบว่ามี (The Blind Spot)

ถ้าเรายืนยันจะเอาโจทย์เดิมมาตั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ ของสถาบันการศึกษา "ลูกค้า" อาจจะต้องหาดีๆหน่อย แทนที่จะเป็น poll หรือหา representative เพื่อจะหาตัวแทน needs ที่เราจะ serve น่าจะเป็น needs of ALL OF US มากกว่าหรือไม่?

Quality of Life เป็นอะไรที่เราอาจจะไม่ควรไปให้นิยาม หรือคำจำกัดความ เพราะว่ามัน "จำกัดความ" เหมือนๆกับคำว่า good death หรือ death with dignity ก็เช่นกัน เราไม่ควรจะให้ "คำจำกัดความ" เพราะเรามักจะพบว่าเรายังขาดตกบกพร่องอะไรบางอย่างไปเสมอ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเราพยายามไม่เต็มที่ เขียนไม่ครบ แต่เป็นจากความเป็นจริง หรือสัจจธรรมข้อหนึ่งก็คือ "ภาษาที่เราใช้สื่อสารทั่วไปนั้น ไม่ลึกซึ้งเพียงพอในการบรรยาย พรรณนา "ความเป็นมนุษย์" ได้สมบูรณ์แบบ" นั้นเอง

อย่างเช่นวันก่อนผมไปได้ฟังสัมมนาการรับรู้เรื่องความตายของสังคมไทย ณ ศูนย์มานุษยวิยาสิรินธร ได้ยินคำ Death with Grace ก็ติดใจ รู้สึกไพเราะกว่า Death with Dignity อันนี้ไม่ได้พูดในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษาอะไร เป็นความรู้สึกจริงๆส่วนตัว พอเรามาสะท้อนความรู้สึก ก็น่าสนใจว่า อืม.. เรายังมีความรู้สึกไม่เต็มที่กับ dignity นี่นา และมีอะไรบางอย่างใน grace ที่เรารู้สึกไม่เพียงแต่อะไรที่เป็นงาน เป็นการ อย่าง dignity แต่มันมีความสวยงาม อ่อนโยน สง่างาม ในคำ grace ที่ละมุนละม่อม เข้ากันกับ "ความตาย" ได้ดีอย่างที่ตนเองรับรู้

สถาบันการศึกษาคงจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า customer ของเรานั้น อาจจะไม่เพียงแค่ local community แต่เป็น global community และลูกค้าของเรารวมไปถึงทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ภูเขา แม่น้ำ สังคม ที่เหมือนไม่มีชีวิต แต่เต็มไปด้วยชีวิต เหล่านั้นด้วย

เพราะฉะนั้นบัณฑิตระดับอุดมศึกษา ควรจะรับรู้ความเป็นไปของสังคม ของสิ่งแวดล้อม และมีเจตนคติอันงดงามที่จะธำรงเสริมสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วย สามารถก้าวย่างออกพ้นจากตัวตนของตนเอง ที่บางคนค่อนข้างจะหมกมุ่นเกินไป เห็นได้จาก communication skill เดี๋ยวนี้ที่การสื่อสาร สัมพันธภาพระหว่าบุคคลกลายเป็นปัญหา กลายเป็นภูมิปัญญาที่ deficit ของคนในยุคปัจจุบัน... หรือไม่?

สำหรับโรงเรียนแพทย์นั้น มีผลกระทบอย่างมากในการผลิต model ของแพทย์ที่มีมุมมองว่า "อะไรคือสุขภาพ" ออกไปสู่ชุมชน อะไร หรือ อย่างไรเรียกว่า "ความสำเร็จ" ความยืนยาวของชีวิตนั้น จะให้ดี มีความหมาย จะต้องควบคู่ไปกับมิติอื่นๆหรือไม? และสิ่งเหล่านี้ เป็น หรือ ไม่เป็น หน้าที่ของบัณฑิตแพทย์ เป็นหรือไม่เป็น หน้าที่ของคนทุกคนในสังคมนี้?

การที่บัณฑิตแพทย์ตั้งเป้าหมายว่าสุขภาพที่ดีเป็นเช่นไรนั้น ผลสุดท้ายก็จะตกไปอยู่ในชุมชนที่เขาทำงานในที่สุด อาจจะไม่ทั้งหมด จะมีผลกระทบจากบัณฑิตครู บัณฑิตวิศวะ บัณฑิตนักกฏหมาย ฯลฯ ทั้งหมด ที่จะช่วยกัน "ถม" นิยามของคุณภาพชีวิตที่ดีนี้ลงไปเป็นชั้นต่างๆของรากฐานแห่งสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งเหล่านี้สถาบันการศึกษาควรจะนำมาคิดไตร่ตรองกันอย่างจริงจังมากน้อยเพียงไร? ในการตั้ง vision mission ขององค์กร ของมหาวิทยาลัย ของคณะฯ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบัณฑิตเหล่านี้ ที่จะจบการศึกษา ออกไปมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆของสังคม มีบทบาทที่ชัดเจนในการหล่อหลอม ขัดเกลาทางเดินของสังคมในอนาคต ไม่มีแม้แต่ clue ว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สังคม---คาดหวังหรือไม่ก็ตาม--- จะได้จากตัวเขาเหล่านี้แหละ ผมเคยได้ยินอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง พูดได้น่าคิดว่าตอนท่านสอนเรา ราวน์พวกเรา (นักศึกษาแพทย์) ว่า "ที่ฉันสอนเธออยู่นี้ ฉันจะสอนเพียงพอให้เธอมารักษาฉัน หรือลูกหลานของฉันในอนาคต" ฟังแล้วเข้าใจเลยว่าท่านคงจะสอนเต็มที่ !!! แต่น่าเห็นใจที่นักเรียนแพทย์ฟังก็หัวเราะกันคิกคัก อาจารย์พูดอะไรก้ไม่รู้ จะมาฝากผีฝากไข้กับผม กับพวกหนู นี่นะ

ความจริงเป็นเช่นนั้น

เพราะพออาจารย์แก่ตัวลง ก็จะไม่ได้รักษาตัวเองได้อีกต่อไป ไม่ได้ดูแลรักษาคนในครอบครัวตัวเองอีกต่อไป แต่จะดูแลโดยลูกศิษย์ของเราเองนี่แหละ

ลูกหลานของครูอาจารย์ก็จะโตมา ได้เรียนรู้จากคนที่กำลังเรียนเป็นครู เป็นอาจารย์ตอนนี้แหละ

เรารู้ตัวกันบ้างหรือไม่ว่าเรากำลังชี้ชะตา มีส่วนในการกำหนดอนาคตของคนที่เรารัก เราห่วงใย มากแค่ไหน? ในการดูแลเรื่องการศึกษา?