สวัสดีครับ คุณเบิร์ด P

วิทยาศาสตร์ยุค Newtonian และที่ตามมา ทำให้เราเกิดความคลายใจว่า ปัญหาทุกอย่าง ถ้าเราสาวตามไปเราจะแก้ได้ และขยายไปถึงถ้าเราศึกษาดีๆ เราจะสามาถ "พยากรณ์" ได้ด้วย ความ uncertainty หรือความไม่แน่นอนนั้น ดูจะน้อยลงๆ เราเรียนรู้อดีต และคิดว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจอนาคต หรืออย่างน้อยก็เตรียมตัวเผชิญอนาคตได้

จริงหรือ?

อนาคตเดี๋ยวนี้ มี "ความต่าง" จากอดีต ในระดับที่มากมายกว่า gap สมัยก่อนเยอะมาก วิวัฒนาการหลายๆอย่างที่เคยใช้เวลาใน scale ของ decade กลายเป็นเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปี หรือแม้กระทั่งไม่กี่เดือน นอกจากเปลี่ยน "เร็ว" แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนที่ drastic คือ หน้ามือเป็นหลัง... เอ่อ มือ ก็ว่าได้

สิ่งที่คุณเบิร์ดว่ามา คือ หลักสูตรอย่างของแพทย์นี่ จะเรียนกัน 6-7-8-9 ปีจึงจะจบมั้ง เพราะมันมีอะไรที่เราต้องรู้เพื่อที่จะ "สู้" กับอนาคตเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่เป็นระบบความคิดของเรามาโดยตลอด เป็นกรอบที่มองไม่เห็น เป็น The Source ที่เป็นต้นกำเนิด intent เป็นค้นกำเนิด attention (Theory U; Otto Scharmer 2007)

คิดอีกแบบได้ไหม? เราอาจจะไม่ต้อง "รู้ทั้งหมด" แต่ทำอย่างไรที่รู้ไม่ทั้งหมด แต่จะเผชิญหน้ากับอะไรก้ได้ ที่ต่างจากอดีต?

ในหลวงทรงมีคำเรียกสิ่งนี้เลยครับ คือมี "ภูมิคุ้มกัน"

ในฐานะเคยเป็น immunologist นักภูมิคุ้มกันวิทยาอยู่ 7-8 ปี ผมก็มีความคิดว่าเป็นคำทึ่ "ใหญ่" มาก ระบบภูมิคุ้มกันของเรานั้น มหัศจรรย์ล้ำลึก และทำงานหนัก ซับซ้อน และมีประสิทธิภาพ ดีขนาดตอนคนเราปกติ เราไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าระบบนี้งานอยู่ตลอดเวลา (นี่คือหนึ่งในนิยามของระบบบริหารที่สุดยอด คือ คนที่ถูกปกครอง ไม่ทราบว่าทีมบริหาร exist เสียด้วยซ้ำ เพราะมันเปอร์เฟค)

คุณสมบัติมหัศจรรย์ หนึ่งในหลายๆอย่างของภูมิคุ้มกันก็คือ ความสามารถในการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณืเก่าเลยก็ยังได้ เช่น ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ เราสามารถแยกแยะ antigen ที่เป็นประโยชนื (อาหาร) ออกจากสิ่งที่เป็นอันตราย (bacteria antigen) ได้อย่างดี เราจึงกินหมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่ไม่ใช่เซลล์ของเราเองได้ โดยร่างกายไม่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้

การศึกษาที่ดี ควรจะทำให้บัณฑิต เกิด "ภูมิคุ้มกันิ" ที่ยั่งยืน มี adaptability สูง ในการเผชิญหน้ากับ volatile environment ในอนาคต นั่นคือการเปชิญกับสิ่งที่ unknown ได้อย่างมีประสิทธภาพ มากกว่าการพยายามสอนให้บัณฑิตรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับการแก้ปัญหาอย่างเดียวกัน

ผมคิดว่าการสนทนา การมีการพูดจาเรื่องแบบนี้ เป็นหลักฐานของ self organization ที่สังคมเริ่มรู้ตัวว่าสิ่งแวดล้อมที่ตนเองกำลังอยู่ ตนเองกำลังทำ กำลังปู้ยี่ปู้ยำนั้น ไม่ sustainable ผมไม่คิดว่าระบบจะฆ่าตัวตายโดยง่ายดาย ตราบใดที่สังคมเป็น living community เพราะอย่างภาพยนต์เรื่อง Jurassic Park (ภาคหนึ่งสุด classic นะครับ) ที่ ดร.เอียน พูดว่า Life finds the way ชีวตนั้นมี ศักยภาพสูงเพื่อการอยู่รอด

บางทีสิ่งที่เราทำ เราไม่ต้องมีการันตีก็ได้ไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เรามาหัด "ลงลึก" ในการใช้ความคิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ว่าสิ่งที่เราพูด ทำ คิด เห็น นั้น เป็น wholesome deed ว่าควรแล้ว งามแล้ว ดีแล้ว จึงทำ จึงกล้าทำ

Moral Courage ความกล้าทางคุณธรรมนั้น คือการทำในสิ่งที่พึงกระทำ ไม่ได้ทำเพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ทำเพราะเรา "รู้สึกลึกๆ" ว่าเป็นส่วที่ควรสรรเสริญ เป็นมงคลต่อตัวเรา ต่อคนรอบข้าง ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม

ถ้าได้ขนาดนี้ ตัดวิชาหน้าที่ศีลธรรมทิ้งไปก็ได้ ตัดวิชาจริยธรรมไปก็ได้ เพราะเราจะได้สิ่งเดียวกัน แต่ไม่ใช่ได้ในแบบ intellectual แต่เป็นระดับหัวใจ

เดี๋ยวนี้คนเราเปิดอย่างมากก็แค่ สมอง intellectual แล้วเข้าใจว่าพอแล้ว แต่ Open Mind ไม่พอครับ ต้องมี Open Heart และ Open Will ด้วย

การสร้าง moral excellence เพื่อ "เปิดใจ" เพื่อที่จะมองเห็นคุณค่า ความเชื่อมโยงเกี่ยวพันของสิ่งที่เราเรียน หรือพยายามจะเป็น กับการที่เป็นคนที่ดีขึ้น เห็นความเชื่อมโยงของการเป็นคนที่ดีขึ้นกับความเจริฐงอกงามของคนรอบข้าง เพื่อนบ้าน ครอบครัว และสังคม สิ่งแวดล้อม

นี่คือ concept ของ contemplative education หรือจิตปัญญาศึกษานั้นเอง

สภากาแฟเปิดแล้วไหมครับ?