วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของบทความสามารถสรุปรวบยอดความรู้ของตนเองออกมาได้ดีกว่าค่ะ....
ช่วงนี้พี่เม่ยมีเหตุให้ต้องวุ่นวายกับงานเอกสารหลายๆเรื่อง ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับภาระกิจต่างๆเหล่านี้คือ เขียน อ่าน แก้ไข จนสายตาไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือ พร่าๆมัวๆอยู่บ่อยๆ
เอกสารเรื่องแรกก็คือ วิธีปฏิบัติงาน (Work Instruction) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบที่จะขอรับรองมาตรฐาน ISO15189 ที่หัวหน้าทีมใหญ่ขีดเส้นตาย (ซึ่งท่านขีดมาหลายเส้นแล้ว หากนำมาต่อกันคงจะยาวหลายกิโล  จนบางครั้งพี่เม่ยสงสัยว่าเราคงเป็นผู้อมตะที่มิยอมตาย....จึงมิยอมส่งตามกำหนดนัดหมายสักที....ฮา) อีกครั้งให้ส่งปลายเดือนนี้
เรื่องที่สองเป็นการอ่านและแก้ไขคู่มือปฏิบัติการของสมาชิกในหน่วยงานอีกสองเรื่อง เพื่อใช้เป็นผลงานขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการ
โดยปกตินิสัยของพี่เม่ยแล้ว... หากเป็นบทความที่เขียนเอง เมื่อกลับมาอ่านทบทวนอีกพบว่าส่วนไหนต้องการเปลี่ยนแปลงก็จะแก้ไขไปในตอนนั้นๆเลย  และก็ติดเป็นนิสัยว่า เมื่ออ่านบทความของคนอื่นๆที่นำมาให้ช่วยดู ก็จะพยายามแก้ไขให้ไปเลยเช่นกัน  ทีนี้ก็มีอาการสะดุดว่าสำนวนหรือลำดับคำพูดไม่ค่อยสอดคล้องกับต้นฉบับ แก้ไปแก้มาก็แทบจะเป็นการเขียนให้ใหม่ทั้งหมด...
จนกระทั่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา พี่เม่ยส่งบทความวิจัยเรื่องเล็กๆของตัวเองที่จะส่งตีพิมพ์ในวารสารสงขลานครินทร์ ไปให้คนใกล้ตัวช่วยอ่าน พอได้รับกลับมาก็คาดหวังว่าท่านคงจะแก้ไขใหม่มาให้เราเขียนตามได้เลย  แต่ผิดคาดค่ะ มีแต่ประโยคคำถามเต็มไปหมด "ตรงนี้จะบอกอะไร"  "ตรงนี้ต้องขยายความ"  "ตรงนี้ต้อง......" เราก็ต้องกลับมาเขียนแก้ไขเองเพื่อให้มีคำตอบให้ได้มากที่สุด 
เอ๊ะ! วิธีนี้เข้าท่าแฮะ เพราะคนอ่านก็ใช้เวลาอ่านรวดเดียว พอ get คำถามเท่าไรก็เขียนออกมาให้หมด  ส่งกลับให้เจ้าของแก้ไข  เจ้าของบทความก็จะสามารถสรุปรวบยอดความรู้ออกมาได้ ตามสำนวนดั้งเดิมของเขา
พี่เม่ยจึงคิดว่าจะลองวิชาแบบนี้ดูบ้าง โดยปรับเปลี่ยนนิสัยแก้ไขบทความให้ทั้งหมด เป็นการตั้งคำถามในส่วนที่ต้องการให้แก้ไขเพื่อส่งกลับไปให้เจ้าของบทความหาคำตอบ.....
และบทความแรกที่จะถูกตั้งคำถามเพื่อให้ไปหาคำตอบ แทนการแก้ไขให้ทั้งหมด ก็คือบทความวิจัยของคุณน้องหรูคนเก่ง ที่นำมาวางตั้งไว้ที่โต๊ะพี่เม่ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง.....