ชองซังกุง ผู้นำของห้องเครื่องเสวย เธอเป็นเพียงหญิงชราตัวเล็กๆ ทั้งใบหน้าก็ไม่มีความงามเหมือนที่ซังกุงปกครองมี แต่เธอเป็นคนฉลาด สามารถบริหารจัดการในตำแหน่งซังกุงสูงสุดของห้องเครื่องได้อย่างเยี่ยมยอด ด้วยกลยุทธ์นานาวิธี การตัดสินใจที่เฉียบขาด การประเมินสถานการณ์ และรู้เท่าทันฝ่ายตรงข้าม ทำให้ คนที่เคยถูกเลือกเข้ามาเพื่อกะเป็นหุ่นเชิด กลายเป็น hero ในใจของหลายๆ คนที่ได้ชมละครเรื่องนี้  ถึงแม้ตอนที่นางจากไป จะออกอากาศไปหลายสัปดาห์แล้ว  แต่คิดว่า หากจะเขียนถึง ก็ยังคงไม่สายเกินไป เพราะเรื่องราวความสามารถของเธอ เป็นที่น่าประทับใจและจดจำยิ่ง

     หลังจากซังกุงสูงสุดคนก่อนต้องออกจากวังหลวงตามกฎของวังหลวง ซังกุงปกครองสูงสุดร่วมกับแชซังกุง หารือและตกลงจะสนับสนุน ชองซังกุง เพื่อให้เป็นหุ่นเชิดไปพลางก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอันควรที่แชซังกุงจะชึ้นเป็นซังกุงสูงสุดได้ เหตุที่เลือกของชองซังกุง เพราะเห็นว่า นางเป็นดูจะไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร ไปทางตลกโปกฮา และอายุก็ค่อนข้างมากแล้ว คงจะควบคุมและใช้เป็นหุ่นเชิดได้ แต่ทั้งคู่คิดและทำผิดมหันต์ เพียงเพราะดูและตัดสินคนแต่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก

     ชองซังกุงเป็นคนเฉลียวฉลาด นางรู้ดีว่าซังกุงปกครองมีวัตถุประสงค์เช่นใด ดังนั้นจึงไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดให้ใคร  ครั้งแรกที่ชองซังกุงเข้ารับตำแหน่ง นางลงมือทำของเสวยอย่างสุดความสามารถ และในขณะที่ทำอาหารไปถวาย ก็จะเล่าเรื่องต่างๆ ให้พระราชาฟัง จนเป็นที่โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง  กลยุทธ์นี้ ถือว่าอย่างน้อย ชองซังกุงก็ต้องหาพรรคพวกที่จะมีอิทธิพลเพียงพอ เพื่อไม่ให้นางอยู่ใต้อำนาจของซังกุงปกครองมากเกินไป และพรรคพวกที่หาก็เป็นถึง “พระราชา”

     นางเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และมีตั้งเป้าหมายในการทำงานชัดเจน นางกล่าวว่าต่อนางกำนัลทั้งหลายเมื่อรับตำแหน่งว่า “ตำแหน่งซังกุงชั้นสูงที่ดูแลของเสวยสำหรับฮ่องเต้นั้น เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ นางจะมอบตำแหน่งนี้ให้แก่ผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น ขอให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้” คำประกาศนี้นอกจากจะเป็นการเป้าหมายของนางแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณให้กับฝ่ายอธรรมที่ชอบใช้วิธีสืบทอดอำนาจในการเป็นผู้นำอีกต่างหาก

      นางเป็นคนตรงไปตรงมา ปกครองด้วยธรรมมาภิบาล ยึดมั่นในกฎระเบียบโดยไม่เห็นแก่พรรคพวก ลักษณะเช่นนี้ หากไม่มีกลยุทธ์ที่ดี ก็อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือเกิดความไม่พอใจ ขัดขืน ในคำสั่งได้ แต่นางเป็นคนฉลาด มีวิธีจัดการคนที่ไม่อยู่อยู่ในร่องในรอย ให้จนด้วยเหตุผล ไม่ใช่จนด้วยอำนาจในตำแหน่ง  หลายเหตุการณ์บอกเราเช่นนั้น ตอนหนึ่งก็คือ เมื่อชองซังกุงและนางกำนัลทั้งหลายทานอาหารด้วยกันครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง กึมยองร่วมโต๊ะอาหารด้วย สร้างความประหลาดใจให้ชองซังกุงเป็นอันมาก (ขณะนั้น กึมยองยังไม่ถึงระดับที่จะมาร่วมรับประทานอาหาร) แชซังกุงออกรับหน้าแทนบอกว่ากึมยองมีพรสวรรค์ในการรับรู้รสชาติอาหารเป็นอย่างดี ชองซังกุงได้ยินเช่นนั้นจึงจงใจทดสอบกึมยองโดยถาม กึมยองว่าอาหารมีเครื่องปรุงอะไรบ้าง และก็ถามนางกำนัลคนอื่นต่อไป ซอจังกึมตอบว่าในอาหารใช้มะเขือเทศแทนน้ำตาล ซึ่งเป็นคำตอบที่ชองจังกึมมากที่สุด (ซึ่งแสดงว่า ข้ออ้างที่ว่า กึมยองมีความสามารถกว่าคนอื่นนั้นไม่จริง) และบอกกับกึมยองว่าต่อไปให้ไปร่วมโต๊ะกับนางกำนัลคนอื่นๆ 

     ความฉลาด ไหวพริบในการแก้เกมส์กับฝ่ายอธรรม การประเมินสถานการณ์ รวมทั้งความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ เมื่อต้องเผชิญกับผลที่อาจมีทั้งทางบวกและทางลบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ความสามารถด้านนี้ โดดเด่นมากและมีให้เห็นตลอด เช่น เมื่อครั้งที่ซอจังกึม เข้าไปค้นหาบันทึกของแม่ในห้องครัว ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น กึมยองถูกใช้ให้แอบเอายันต์ไปใส่ในของเสวย  แต่เหตุการณ์นี้เยินเซ็งบังเอิญเห็นคนทั้งคู่เข้าไปในห้องครัว  เมื่อเรื่องยันต์สะพัดไปทั่ว  แชซังกุงจึงให้ซอจังกึมเป็นแพะรับบาป ชองซังกุงถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าจังกึมคงไม่ใช่คนผิด แต่ก็จำต้องสั่งคุมขังซอจังกึม (จะเห็นว่าชองซังกุง รักษากฎระเบียบ และเป็นธรรม โดยไม่เข้าข้างคนฝ่ายตน) ในขณะเดียวกันก็พยายามสืบหาความจริงให้กระจ่าง  โชคดีที่เยินเซ็งนำเรื่องที่ตนเห็นกึมยองนอกจากจังกึมเข้าไปห้องครัวด้วย บอกแก่ชองซังกุง ชองซังกุงจึงเค้นหาความจริง แต่กึมยองก็ไม่ยอมรับแถมยังพูดจาใส่ร้ายจังกึม ชองซังกุงจึงใช้ไม้ตาย โดยตัดสินใจส่งกึมยองและซอจังกึมขึ้นศาล (คิดว่าจะเป็นการบีบให้มีการเปิดเผยความจริงออกมา)  ทันทีที่แชซังกุล่วงรู้เรื่อง ก็รีบอ้อนวอนขอความเห็นใจจากชองซังกุง ซังกุงปกครองก็ขอร้องอีกคนและขอเวลาอีก 1 วัน แต่พอวันรุ่งขึ้นท่าทีของซังกุงปกครองเปลี่ยนไป ยอมให้ส่งคนทั้งคู่ไปศาล (เพราะวางแผนจัดการที่ศาล) ทำให้ชองซังกุงแปลกใจในท่าที  ฮันเมื่อทราบการตัดสินใจของซังกุงปกครอง ก็รู้ได้ว่า หากจังกึมไปศาลคงไม่รอดแน่ จึงเกลี้ยกล่อมไม่ให้ส่งซอจังกึมไปขึ้นศาล  ชองซังกุงจึงเกิดความลังเลว่าจะส่งคนทั้งคู่ขึ้นศาลดีหรือไม่ ในที่สุด เพื่อช่วยซอจังกึมเอาไว้  จึงบอกให้ซอจังกึมยอมรับผิดต่อซังกุงปกครอง ซังกุงปกครองจึงจะลงโดยขับไล่ซอจังกึมออกจากวัง แต่ชองซังกุงก็แย้งว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น กึมยองก็ต้องถูกขับออกจากวังหลวงด้วย ซังกุงปกครองจนด้วยข้อต่อรอง ในที่สุดทั้งคู่จึงต่างถูกปล่อยเป็นอิสระ 

       อีกตอนหนึ่งที่แสดงถึงความฉลาดในการแก้เกมส์  คือเมื่อชองซังกุงเริ่มป่วย และรู้ตัวว่ากำลังจะถูกกำจัดออกจากตำแหน่ง แต่ไม่อยากให้มีการแต่งตั้งด้วยระบบเส้นสายแบบเดิม  จึงอาศัยจังหวะขณะที่อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ เสนอว่าตนเองชราภาพแล้ว สมควรจะมองหาผู้สืบตำแหน่งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดโกลาหลในการที่ต้องหาคนกะทันหัน โดยเสนอให้มีการแข่งขันการทำอาหารกัน ผู้ที่ชนะก็จะได้เป็นซังกุงสูงสุด ซึ่งฮ่องเต้ก็เห็นด้วยว่าเป็นวิธีที่ดี และให้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ นอกจาก แสดงถึงความฉลาดในการแก้เกมส์ แล้ว ยังแสดงถึงความกล้าหาญของนางอีกด้วย ในการต่อสู้กับระบบที่ไม่เป็นธรรมและขุนนางที่ไม่ดี โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงตนเอง และเกิดผลสัมฤทธิ์อีกต่างหาก

      และเมื่อได้ผู้ชนะที่จะมาเป็นซังกุงสูงสุดคนต่อไปคือ ฮันซังกุงแล้ว ชองซังกุงจึงขอลาออก และได้ให้ข้อคิดแก่ฮันซังกุงเป็นครั้งสุดท้าย  ซึ่งคำกล่าวของชองซังกุง ลึกซึ้ง เป็นปรัชญา และชี้ให้เห็นว่า ชองซังกุง เป็นผู้นำ ที่เข้าใจองค์กร และคนในองค์กรที่ตนปกครองอยู่อย่างถ่องแท้ยิ่ง  นางกล่าวว่า
วังหลวงที่หรูเลิศ  แท้จริงก็คือเปลือกที่ฉาบฉวย  ถึงแม้ในวัง จะมีผู้คนมากมาย แต่ก็มีความเหงา  อาจเป็นเพราะความโดดเดียว เงียบเหงานี่เอง  ทำให้ทุกคนพยายามแก่งแย่ง เพื่อเป็นคนโปรดของพระราชา  ทุกคนจึงติดบ่วงของอำนาจ  เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน  เจ้าจะต้องเห็นใจพวกเขา และให้อภัยพวกเขา

      ชองซังกุงออกจากวังหลวง และจากโลกนี้ไปอย่างสงบ เพราะภารกิจของนางที่ตั้งเป้าหมายไว้ คือทำให้ระบบการทำงานในห้องเครื่องเสวยเป็นระบบที่โปร่งใส มีผู้นำที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ใช่ผู้นำที่ได้จากการสืบทอดโดยใช้วิธีชั่วร้าย หุ่นเชิดตัวนี้ สามารถปกครองห้องเครื่องเสวย จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นางกำนัล มีผลงานเป็นที่โปรดปรานของพระราชา และ อยู่รอดปลอดภัยมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี อย่างนี้จะไม่เรียกว่าชองซังกุงเป็น ยอดผู้นำ ได้อย่างไร