เพื่อประโยชน์ในทุกๆด้าน ทุกๆส่วนให้มีความพร้อม
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิความหมายของสมาธิ
สมาธิ หมายถึง ภาวะของจิตที่ตั้งมั่น กำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปหาสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่น จากสิ่งที่กำหนด ได้แก่ ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง หรือมีอารมณ์เดียว และจิตที่ตั้งมั่นนั้น จะต้องเป็นกุศลลักษณะของสมาธิ คือ จิตจะเกิดความสงบ เยือกเย็น สบายใจ มีความผ่อนคลาย เอิบอิ่มใจ ปลอดโปร่ง และมีความสุขอุบายที่จะให้เกิดสมาธิ
การปฏิบัติที่จะให้เกิดสมาธิ จะต้องมีวิธีการหรือหลักการที่เหมาะสม ได้แก่ กัมมัฏฐาน ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน (ทางใจ)แบ่งออกเป็น 2 ประเภท1 สมถกัมมัฏฐาน2 วิปัสสนากัมมัฏฐานสมถกัมมัฏฐาน หมายถึง การปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรเพื่อทำใจให้สงบ จนตั้งมั่นเป็นสมาธิ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานข้อนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องบังคับใจให้อยู่กับสิ่งที่กำหนดให้ได้ โดยอาศัยหลักการบริกรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน หมายถึง การปฏิบัติบำเพ็ญเพียร เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง โดยอาศัยหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กัมมัฏฐานทั้งสองประเภทนี้จะแตกต่างกัน แต่ในหลักการปฏิบัติจะเป็นปัจจัยสนับสนุนซึ่งกันและกัน คือ สมถะ สนับสนุนให้เกิดวิปัสสนา และวิปัสสนาก็จะสนับสนุนให้เกิดวิปัสสนา และวิปัสสนาก็จะสนับสนุนให้เกิด สมถะ จะเริ่มปฏิบัติสิ่งใดก่อนก็ได้ หรือปฏิบัติควบคู่กันไปเลยก็ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึง การปฏิบัติสมาธิโดยวิธีเจริญสมถะ คือการควบคุมใจให้สงบ โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก หรือแบบอานาปานสติ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้เริ่มฝึกสมาธิ
ขั้นตอนการปฏิบัติการเตรียมการ ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจะต้องเตรียมการในเบื้องต้นให้พร้อม คือ เตรียมทั้งกาย เตรียมทั้งใจ สถานที่ และเวลา การเตรียมกาย เช่น ก่อนจะปฏิบัติจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ไม่ให้เกิดความเหนอะหนะรบกวน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วสบายตัว ไม่หลวมรุ่มร่าม หรือคับแน่นเกินไป ไม่ควรใช้สีฉูดฉาด ไม่ควรใส่เครื่องประดับร่างกาย น้ำหอมหรือเครื่องประทินผิวต่างๆ ก็ไม่ควรใช้ ยกเว้นใช้เพื่อป้องกันยุงแมลงรบกวน หรือป้องกันการแพ้ฝุ่น แพ้อากาศ รับประทานอาหารที่พอเหมาะไม่ให้เกิดอาการหิว หรืออิ่มเกินไปจนอึดอัด ควรเว้นอาหารที่อาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย เป็นต้น การเตรียมใจ คือ ตัดความวิตกกังวลที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นเรื่องครอบครัว หน้าที่การงาน หากมีงานสำคัญที่คั่งค้าง ควรจะทำให้สำเร็จเสียก่อน หรือมอบหมายผู้อื่นทำแทน ชำระศิลของตนให้บริสุทธิ์ ได้แก่ การสมาทานศีล ถึงแม้ไม่ได้สมาทานกับพระสงฆ์ ก็สมาทานด้วยตนเอง โดยการกำหนดภายในใจก็ได้ สถานที่ ผู้เริ่มปฏิบัติ ควรเลือกสถานที่ที่สงบสงัด ปราศจาก เสียง กลิ่น เหลือบ ยุง หรือแมลงรบกวน อากาศพอเหมาะไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป จัดเตรียมอาสนะสำหรับนั่งไว้ให้พร้อม เวลา ที่จะปฏิบัติ ควรเป็นเวลาที่เสร็จสิ้นจากภารกิจประจำวันเวลาเหมาะสมคือ หลังจากไหว้พระสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนเย็นหรือก่อนนอน การนั่งสมาธิ อิริยาบถที่นิยมและได้ผลดีที่สุดคือ การนั่งในท่าขัดสมาธิ คือเท้าขวาทับเท้าซ้าย วางมือไว้บนตักชิดท้องน้อย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือจดกัน นั่งให้ตังตรง เนื่องจากจะทำให้หนังเนื้อ และเอ็นไม่ขด ลมหายใจเดินสะดวก เป็นท่าที่มั่นคง หากไม่ถนัดจะนั่งพับเพียบ หรือนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ หากมีอาการเกร็ง หรือเครียดแสดงว่ายังปฏิบัติไม่ถูก ให้แก้ไขท่านั่งให้เรียบร้อย
เมื่อนั่งเข้าที่ดีแล้ว ให้หายใจยาวลึกๆ และช้าๆ เต็มปอด 2 – 3 ครั้ง พร้อมกับตั้งความรู้สึกให้ตัวโล่ง และให้สมองโปร่งสบายแล้วจึงหายใจโดยกำหนดนับตามวิธีการต่อไปขั้นปฏิบัติ1 การนับ ( คณนา) เริ่มกำหนดลมหายใจ โดยการใช้วิธีการนับ ดังนี้ช่วงแรก ให้นับช้าๆ เรียงไปตามลำดับ ไม่ให้ขาดหรือข้ามลำดับ เป็นคู่ๆ คือ ลมหายใจออกว่า 1 ลมหายใจเข้าว่า 1 ลมหายใจออกว่า 2 ลมหายใจเข้าว่า 2 จนถึงคู่ที่ 5 แล้วตั้งต้น 1 ใหม่ จนถึง 6 แล้วตั้งต้น 1 ใหม่ เพิ่มขึ้นทีละคู่ ไปจนครบ 10 แล้วย้อนกลับเริ่มใหม่เหมือนครั้งแรก ซึ่งพอจะแสดงให้ดู
ดังนี้ 11 , 22 , 33 , 44 , 55 ,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66 , 77 ,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66 , 77 , 88 ,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66 , 77 , 88 , 99 ,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66 , 77 , 88 , 99 , 10 10 ,11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 11 , 22 , 33 , 44 , 55 , 66 ,ฯลฯ
การเริ่มนับจะตั้งต้นที่ลมหายใจเข้า หรือออกก่อนก็ได้ ตามความถนัด การนับอาจจะเปลี่ยนเป็นการภาวนาว่า พุทโธ เช่น หายใจเข้าว่าพุท หายใจออกว่าโธ หรือเปลี่ยนเป็นคำอื่นก็ได้ สาระสำคัญอยู่ที่การตรึงใจให้สงบเท่านั้น ช่วงที่ 2 ให้นับเร็ว เมื่อลมเข้าออกปรากฏชัดดีแล้วจิตอยู่กับลมหายใจดีแล้ว ให้เปลี่ยนวิธีนับ คือให้นับเร็วโดยไม่คำนึงถึงลมว่าเข้าหรือออก กำหนดแต่ลมที่มากระทบช่องจมูก นับเร็วๆ จาก 1 ถึง 5 แล้วขึ้นใหม่ 1 ถึง 6 เพิ่มทีละ 1 เรื่อยไปจนถึง 10 แล้วเริ่ม 1 ถึง 5 ใหม่อีก จิตจะแน่วแน่ด้วยการนับ กรรมฐานจะปรากฏต่อเนื่องเหมือนไม่มีช่องว่า นับเร็ว ๆ อย่างนั้นไปเรื่อยๆ เอาสติกำหนด ณ ที่จุดลมกระทบ คือ ที่ปลายจมูกหรือริมผีปากบนแห่งใดแห่งหนึ่งที่รู้สึกชัดเท่านั้น จะแสดงวิธีนับให้ดู ดังนี้ 1 2 3 4 5 1 2 3 4 5 6 1 2 3 4 5 67 1 2 3 4 5 6 7 8 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 2 3 4 5 6 7 8910 1 2 3 4 5 1 2 3 4 5 6 ฯลฯ
2 การติดตาม ( อนุพันธนา) เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจโดยไม่ต้องนับแล้ว ก็ให้หยุดนับแล้วใช้สติติดตามลมหายใจไม่ให้ขาดระยะคือ ให้ใช้สติติดตามลมหายใจที่จุดลมกระทบ ไม่ใช่ติดตามลมที่เคลื่อนไหวเข้าออก ท่านเปรียบเสมือนการเลื่อยไม้ ให้ดูเฉพาะตรงที่ฟันเลื่อยกระทบไม้เท่านั้น ไม่ใช่ดูฟันเลื่อยที่เคลื่อนไป – มา เมื่อสติตั้งไว้ที่จุดลมกระทบไม่ส่ายใจไปตามลม ก็จะรู้ตระหนักถึงลมหายใจที่มาหรือไปนั้นได้ การปฏิบัติโดยวิธีนี้ถือว่าสำเร็จ ในช่วงนี้ ผู้ปฏิบัติบางท่านจะเกิดนิมิต หรือสำเร็จสมาธิในขั้นสูงขึ้นไปอีก ( คือ อัปปนาสมาธิ ) ลมหายใจจะละเอียดยิ่งขึ้นร่างกายผ่อนคลาย สงบเต็มที่ ทั้งกายและใจรู้สึกเบา เหมือนตัวลอยอยู่ในอากาศ เมื่อลมหายใจหยาบหมดไป จิตของผู้ปฏิบัติจะยังมีนิมิตคือลมหายใจที่ละเอียดเป็นอารมณ์อยู่ แม้นิมิตจะหมดไป ก็ยังมีนิมิตที่ละเอียดกว่านั้นอยู่ในใจต่อไปอีก ยิ่งเจริญไป ลมหายใจยิ่งละเอียดขึ้นๆ จนไม่รู้สึก เหมือนกับไม่มีลมหายใจ ซึ่งความจริงลมหายใจยังมีอยู่ แต่ละเอียดมาก ท่านแนะนำให้เอาลมกลับมาใหม่คือ ให้ตั้งจิตไว้ ณ จุดลมกระทบตามปกติ และกำหนดนึกว่า ลมหายใจกระทบที่ตรงนี้ ไม่ช้าลมก็จะปรากฏ แล้วกำหนดไปเรื่อยๆ ไม่นานนิมิต(ลมหายใจ) ก็จะปรากฏชัด คอยตั้งจิตไว้ในนิมิตนั้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดสมาธิในขั้นที่สูงขึ้นต่อๆไป ซึ่งผู้ที่จะปฏิบัติสมาธิในขั้นที่สูงกว่านี้ ควรจะปฏิบัติโดยคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอนกรรมฐาน ทั้งนี้เพื่ออาจารย์จะได้แนะนำ และตรวจสอบอารมณ์ให้ เป็นการป้องกันการเข้าใจผิดในการปฏิบัติสมาธิ
ส่วนวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะประกอบด้วย1 มีสติกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ2 มีความเพียรที่จะใช้สติกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์นั้นๆอยู่ตลอดเวลา3 อารมณ์ที่มากระทบนั้น ต้องเป็นปัจจุบันเท่านั้น4 ต้องมีความรู้สึกเป็นกลาง คือไม่รู้สึกรัก หรือชัง ในขณะที่กำหนดอารมณ์นั้นๆการปฏิบัติกรรมฐานประเภทนี้ ไม่บังคับจิตให้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เหมือนกับประเภทแรก แต่เป็นการกำหนดอารมณ์ที่มากระทบ ขึ้นอยู่กับสติจะกำหนดทันที่อารมณ์ไหน ก็ให้กำหนดที่อารมณ์นั้นเท่านั้นผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะเป็นผู้มีสติว่องไวต่ออารมณ์ที่มากระทบ ผลที่ได้รับ คือ จะเห็นอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นตามความเป็นจริง คือไม่เที่ยง เปลี่ยนแปรไป เป็นทุกข์ คือ ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพนั้นได้ และไม่มีตังตน คือ กำหนดไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเมื่อเป็นเช่นนี้ กิเลสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ไม่สามารถจะครอบงำจิตใจได้ ทำให้ฉลาด รู้เท่าทันอารมณ์และกิเลสทั้งปวง คำบริกรรมและการปฏิบัติทุกขั้นตอนให้ทำอย่างช้าๆ การเตรียมตัวก่อนนั่งอยู่ในท่ายืนมือทั้งสองปล่อยข้างลำตัวให้บริกรรมว่า อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอย่อตัวลงนั่งอย่างช้าๆบริกรรมว่า นั่งหนอ นั่งหนอ นั่งหนอนั่งบนส้นเท้าใช้ปลายเท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้นให้หัวเข่าซ้ายลงแตะพื้นบริกรรมว่า ถูกหนอให้เข่าขวาลงแตะพื้นบริกรรมว่า ถูกหนอยืดตัวขึ้นบริกรรมว่า ยืดหนอสอดขาขวาเข้าใต้ขาซ้ายบริกรรมว่า สอดหนอพับขาซ้ายเข้ามาหาตัวเองบริกรรมว่า พับหนอหยอนตัวลงนั่งบริกรรมว่า นั่งหนอ นั่งหนอ นั่งหนอจับขาขวาขึ้นมาวางทับขาซ้ายบริกรรมว่า จับหนอจับขาขวาทับบนขาซ้าย จัดเตรียมแต่งกายให้เรียบร้อยวางมือทั้งสองข้างไว้ที่เข่ากำหนดมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าตักเริ่มที่มือซ้ายยกมือซ้ายขึ้นมาบริกรรมว่า ยกหนอเคลื่อนมือซ้ายเข้ามาหาตัวบริกรรมว่า มาหนอหงายฝ่ามือขึ้นบริกรรมว่า หงายหนอเลื่อนมือลงมาครึ่งหนึ่งเตรียมจะวางไว้ที่หน้าตักบริกรรมว่า ลงหนอวางมือไว้ที่หน้าตักบริกรรมว่า ถูกหนอหลับตาลง ทำใจให้สบาย ทำกายให้สบายเริ่มที่มือขวายกมือขวาขึ้นมาบริกรรมว่า ยกหนอเลื่อนเข่ามาหาตัวบริกรรมว่า มาหนอหงายฝ่ามือขึ้นบริกรรมว่า หงายหนอเลื่อนมือลงครึ่งหนึ่งเตรียมว่างไว้ที่หน้าตักบริกรรมว่า ลงหนอวางมือขวาทับมือซ้ายโดยให้หัวแม่มือขวาห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตรบริกรรมว่า ถูกหนอหลับตาทำใจให้สบาย ทำกายให้สบายเวลานั่ง กำหนดรู้ที่ลมหายใจ ลมหายใจมีหลายช่วงช่วงที่ลมหายใจเข้า ลมกระทบปลายจมูก นี่เป็นช่วงแรกก็รู้กระทบที่ลำคอก็รู้ กระทบที่หน้าอกก็รู้จนกระทั่งมากระทบที่หน้าท้องอาการของท้องจะสูงขึ้นนำความรู้สึกมาอยู่ช่วงสุดท้ายของลมกระทบท้องจะสูงขึ้นหรือพองขึ้นก็ใช้คำบริกรรมตามความเป็นจริง ท้องพองก็กำหนดว่าพอง เมื่อรู้สึกว่าลมสุดก็กำหนดว่า หนอกำหนดว่าพอง เมื่อลมเริ่มกระทบหน้าท้องมันพองขึ้นพอสุดลมหายใจเข้าก็กำหนดว่า หนอ พอดีพอลมออกจากท้องก็เริ่มยุบ พอสุดลมออก ก็กำหนดว่า หนอ พอดีเมื่อนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ามีอาการ คัน ปวดเมื่อย ต่างๆ อาการที่ร่างกายโยกสั่นถ้าคัน ก็กำหนด คันหนอ คันหนอ คันหนอ สักว่าคันนั้นก็ไม่เที่ยง แล้วมันก็ดับไปถ้าปวดเมื่อยก็กำหนด ปวดเมื่อยหนอ ปวดเมื่อยหนอ ปวดเมื่อยหนอก็ไม่เที่ยงแล้วมันก็จะดับหายไป ถ้าได้ยินเสียง ก็กำหนดว่าได้ยินหนอ ได้ยินหนอ เกิดอาการอย่างไรให้กำหนดตามนั้นจนกว่าสิ่งนั้นจะไม่มีอยู่ในใจการออกจากนั่งสมาธิหลับตาอยู่ในท่านั่งสมาธิบริกรรมว่า อยากลืมตาหนอลืมตาขึ้นบริกรรมว่า ลืม ตา หนอเมื่อต้องกาเปลี่ยนอิริยาบถกำหนดว่าบริกรรมว่า เปลี่ยนหนอ เปลี่ยนหนอ เปลี่ยนหนอถ้า
ต้องการเลิกนั่ง ให้กำหนดว่าต้องการเลิกก็หยุดได้เลย...
********************************
ขอขอบคุณคุณขจิต เป็นอย่างสูงยื่ง เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นทดลองทำ จากสมาชิกในกลุ่มครับ กำลังพยายามช่วยเหลือกันดำเนินการอยู่ ขอบคุณมากครับ หนึ่งในกลุ่มเด็กหลังห้อง
พัพ