เคยไปดูดวงกันไหมคะ

การทำนายดวงเกิดน่าจะเป็นสถิติมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง....เพราะว่าอยู่คู่กับมนุษย์มาแสนนานและคงอยู่ไปอีกนาน ตราบใดที่ความอยากรู้อยากเห็นอดีต อนาคต สงสัย กังวลกับสิ่งที่ไม่รู้ไม่มั่นใจ ยังมีอยู่คู่มนุษย์

แต่คงไม่ใช่ทุกคนจะต้องไปดูดวงนะคะ อย่างเช่นตั้งแต่รู้ความก็สังเกตว่าอาปาและแม่ไม่ดูหมอ ทรงเจ้า ทำนายทายทักแบบต้องไปหาหมอดู หรือการบูชาวัตถุมงคลต่างๆ ที่ต้องมีพิธีกรรมเฉพาะต่างๆ ฯลฯ ...แต่เวลาใครให้พระ ให้วัตถุมงคลก็เห็นว่านำขึ้นไปบนหิ้งพระหรือวางในที่อันควร ไม่ไปพูดหักหาญความเชื่อของคนอื่น

ส่วนใหญ่จะเห็นวิถีปฏิบัติทางพุทธคือใส่บาตรทุกเช้า ไปวัดทุกวันพระ สวดมนต์ก่อนนอนกับทำบุญเล็กๆน้อยๆ ของแม่ ส่วนอาปาจะไปทำบุญวันพิเศษ เช่นเวียนเทียน สรงน้ำพระ กับทำบุญบริจาคให้กับมูลนิธิเด็กและคนพิการ และการอ่านคำสอนโดยเฉพาะจากท่านพุทธทาส

การเรียนรู้วิถีปฏิบัติของอาปาและแม่ก็มีส่วนปลูกฝังให้ดิฉันเป็นคนที่ไม่ไปดูดวง ไม่เชิงว่าไม่เชื่อแต่ไม่ใช่วิถีปฏิบัติมากกว่า   พอเมื่อวานนี้ได้รับการชักชวนให้ดูดวงก็เลยไม่ทราบว่ามีอะไรที่ควรถามหรืออยากรู้จริงๆจังๆ

เพราะจะถามเรื่องสุขภาพก็คิดว่าเป็นเรื่องของการสิ้นไปเสื่อมไป อายุมากขึ้นก็คงมีการเสื่อมไป ก็ต้องรู้ตัวเองและดูแลไปตามสภาพที่เป็น เช่นถ้าป่วยแต่ไม่ยอมไปหาหมอก็คงไม่หายป่วยง่ายๆ เมื่อถึงเวลาก็ต้องตายเป็นธรรมดา อย่างนี้

จะถามอะไรที่มันรกรุงรังใจ ก็รู้ตัวว่าเกิดจากเพราะตัวเองกังวล ไม่มีสติ ไม่มีกำลังสมาธิบ้าง หลุดศีลบ้าง

ก็อ้ำอึ้งปล่อยให้คนอื่นดูไปก่อน ฟังว่าคนอื่นเขาถามอะไรกันบ้าง จนถึงที่สุดก็ได้ถามไปหนึ่งข้อและแนวปฏิบัติ

เรื่องไปดูดวงทำให้มานึกถึงการศึกษาของคนว่า ความอยากเรียนรู้ของคนนี่แหล่ะ จะเป็นตัวชักนำให้เกิดความกระตือรือร้นอยากศึกษาค้นคว้าต่อเนื่อง และการให้ความสำคัญของเรื่องที่อยากรู้ก็จะอยู่กับความสนใจมากน้อยของตัวเอง ส่วนวิธีการให้ได้มาซึ่งคำตอบต่อสิ่งที่อยากรู้มักจะถูกขักนำจากแรงขับภายในที่มีพื้นฐานของความเชื่อส่วนตัวด้วยนั่นเอง

เรื่องการดูดวงก็เลยเป็นอย่างนี้ .เนื้อหาบันทึกตรงกับชื่อบันทึกไหม...กรุณาเชื่อมโยงเอาเองตามอัธยาศัยเถอะค่ะ