พระอรหันต์ ไม่มีเครื่องหมายภายนอกแสดงให้รู้ เหมือนแถบ, ดาว, หรือพัดยศ ดังเรื่องว่าพระอรหันต์ ลกุณฑกะ ครั้งกระโน้นถูกพระบุถุชนคลำศีรษะเล่น เพราะสำคัญว่าท่านเป็นสามเณรน้อย ๆ รูปหนึ่ง, เพราะฉะนั้น เรายากที่จะรู้จักพระอรหันต์ด้วยรูปร่างภายนอก. คนที่เรียนเรื่องพระอรหันต์รู้แล้ว แต่ไม่ทำจริง ๆ ตามนั้นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง พระองค์ทรงเรียกเขาว่าโมฆะบุรุษ หรือคนว่างเปล่า, หรือคนกำมือเปล่า. การเรียนจบพระไตรปิฎกไม่ทำให้เขาพ้นจากการติข้อนี้เลย ! จงดูเถิด. เพียงแต่การเรียนอย่างเดียวไม่อาจทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างสูงแก่โลกได้, ส่วนผู้ที่เรียนเพียงน้อย ๆ แต่ทำจริง ๆ ได้รับความสุขยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ พระองค์กลับสรรเสริญว่ากำมือไม่เปล่า. น่าจะเป็นพวกโมฆะบุรุษกระมัง ที่พยายามยกเหตุผลมากล่าวว่า พระอรหันต์จะไม่มีได้อีก เพื่อจะปกปิดข้อที่เขาเคยถูกตำหนิมาแล้วและจะไม่ต้องเก้อเขินกระดากตัวเอง หรือผู้อื่นซึ่งอาจถามเขาว่า "ทำไมท่านถึงไม่ปฏิบัติดูบ้างตามที่เรียนมา อย่างน้อยสักคราวหนึ่ง"
ตัวพระพุทธสาสนาที่แท้จริง ไม่รู้จักคร่ำคร่าหรือตายคือสาปสูญเพราะเป็นกฎที่แท้จริงประจำอยู่ในโลก จึงไม่เคยเหลวไหล. ส่วนผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธสาสนานั้นไม่แน่นอน, เขาอาจอาศัยประโยชน์ส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วกล่าวว่ากระไรก็ได้. และเพราะเป็นการกล่าวชั้นหลัง ๆ จึงขัดกับกฎดั้งเดิมที่ว่าพระธรรมเป็นอกาลิโก, หรือให้ผลได้ไม่จำกัดเวลาดังกล่าวแล้ว.
ในวงการแห่งพุทธสาสนาทั้งหมด แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ (๑) การเรียนให้รู้ เรียกว่า ปริยัติธรรม, (๒) การทำจริง ๆ ตามที่เรียนมานั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, (๓) การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้นเรียกว่า ปฏิเวธธรรม, เราบากบั่นกันอย่างเต็มที่มาแล้วขั้นหนึ่ง ยังอีกขั้นหนึ่ง ที่จะต้องพยายามกันต่อไป ขั้นนั้นคือ ปฏิบัติธรรม, ส่วนการเก็บเกี่ยวผลอันเป็นขั้นสุดท้ายนั้น ไม่ต้องบากบั่นอะไร เพราะเมื่อมีการทำจริง ๆ แล้ว ก็หวังได้แน่นอนว่าจะต้องได้รับ.
ผู้ที่เกิดสุดท้ายภายหลัง มีใจไม่กล้าแข็ง ไม่อาจ สละความสุขและการบำเรอด้วยกามวัตถุ ซึ่งตนกำลังได้รับอยู่, ไม่อาจ ทนความยากลำบากอันเกิดจากความพากเพียรค้นหาความจริงอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่อาจ ทนต่อการหัวเราะเยาะ ของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระอรหันต์, ไม่อาจ ทนต่อความยั่วยวนของเหยื่อในโลก หรือต่อคำชี้แจงให้เขากลับทางเดินของเพื่อนฝูงที่ไม่ได้ตั้งใจเหมือนเขา, เขาถูกอบรม โดยทำนองให้ห่างจากรอยทางแห่งพระอรหันต์ ! เพราะไม่ค่อยมีใครจะสมัครเป็นผู้เดินตามรอยพระอรหันต์ ด้วยหัวใจอันแท้จริง การยกเหตุผลฝ่ายข้างที่ว่า พระอรหันต์อาจมีได้ จึงไม่ค่อยมีใครสนับสนุน. อาศัยความมีพวกมาก มีการยั่วยวนมาก, และธรรมดาฝ่ายต่ำของโลกอาจชนะฝ่ายสูงได้ ตามกฎธรรมชาติในโลก ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เขาจึงเพียงแต่พูดส่งเสริมเท่านั้น ก็ชนะโดยโวหารได้ง่าย. ส่วนฝ่ายที่ต้องอ้างเหตุผลตานทานกฎของธรรมชาติ ย่อมชนะได้ยาก, ยิ่งพระธรรมเป็นปัจจัตตลักษณะ คือคนฉลาด จะเห็นได้เฉพาะตนด้วยแล้ว โลกซึ่งมีความฉลาดน้อย จะเอาชนะด้วยอาการนิยมภายนอกได้อย่างไร. การที่โลกถูกพวกมากฝ่ายข้างโน้นลากไป จึงเป็นของไม่แปลก. ส่วนความจริงทุก ๆ อย่างคงเป็นอยู่อย่างเดิม ซึ่งคนฉลาดยังคงเก็บเกี่ยวผลได้ตามที่เขาหว่านลงไว้. ภายนอกเราต้องยอมให้โลกชนะ แต่ภายในแห่งความจริงธรรมย่อมชนะเสมอ.
ตามรอยพระอรหันต์ (๔)
ในวงการแห่งพุทธสาสนาทั้งหมด แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ (๑) การเรียนให้รู้ เรียกว่า ปริยัติธรรม, (๒) การทำจริง ๆ ตามที่เรียนมานั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, (๓) การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้นเรียกว่า ปฏิเวธธรรม,
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ณรงค์วิทย์ สิงคิบุตร · 11 ก.ค. 2550
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์ · 11 ก.ค. 2550
เมตตา · 11 ก.ค. 2550
กฤษณา สำเร็จ (Krisana Sumret) · 11 ก.ค. 2550
ณรงค์วิทย์ สิงคิบุตร · 11 ก.ค. 2550
Thanaporn wut Saenkhum · 11 ก.ค. 2550