ในวงการแห่งพุทธสาสนาทั้งหมด แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ (๑) การเรียนให้รู้ เรียกว่า ปริยัติธรรม, (๒) การทำจริง ๆ ตามที่เรียนมานั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, (๓) การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้นเรียกว่า ปฏิเวธธรรม,

พระอรหันต์  ไม่มีเครื่องหมายภายนอกแสดงให้รู้  เหมือนแถบ, ดาว, หรือพัดยศ  ดังเรื่องว่าพระอรหันต์ ลกุณฑกะ ครั้งกระโน้นถูกพระบุถุชนคลำศีรษะเล่น  เพราะสำคัญว่าท่านเป็นสามเณรน้อย ๆ รูปหนึ่ง,  เพราะฉะนั้น  เรายากที่จะรู้จักพระอรหันต์ด้วยรูปร่างภายนอก.  คนที่เรียนเรื่องพระอรหันต์รู้แล้ว  แต่ไม่ทำจริง ๆ ตามนั้นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  พระองค์ทรงเรียกเขาว่าโมฆะบุรุษ  หรือคนว่างเปล่า,  หรือคนกำมือเปล่า.  การเรียนจบพระไตรปิฎกไม่ทำให้เขาพ้นจากการติข้อนี้เลย !  จงดูเถิด.  เพียงแต่การเรียนอย่างเดียวไม่อาจทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างสูงแก่โลกได้,  ส่วนผู้ที่เรียนเพียงน้อย ๆ แต่ทำจริง ๆ ได้รับความสุขยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์  พระองค์กลับสรรเสริญว่ากำมือไม่เปล่า.  น่าจะเป็นพวกโมฆะบุรุษกระมัง  ที่พยายามยกเหตุผลมากล่าวว่า  พระอรหันต์จะไม่มีได้อีก  เพื่อจะปกปิดข้อที่เขาเคยถูกตำหนิมาแล้วและจะไม่ต้องเก้อเขินกระดากตัวเอง  หรือผู้อื่นซึ่งอาจถามเขาว่า  "ทำไมท่านถึงไม่ปฏิบัติดูบ้างตามที่เรียนมา  อย่างน้อยสักคราวหนึ่ง"

ตัวพระพุทธสาสนาที่แท้จริง  ไม่รู้จักคร่ำคร่าหรือตายคือสาปสูญเพราะเป็นกฎที่แท้จริงประจำอยู่ในโลก  จึงไม่เคยเหลวไหล.  ส่วนผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธสาสนานั้นไม่แน่นอน,  เขาอาจอาศัยประโยชน์ส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง  แล้วกล่าวว่ากระไรก็ได้.  และเพราะเป็นการกล่าวชั้นหลัง ๆ จึงขัดกับกฎดั้งเดิมที่ว่าพระธรรมเป็นอกาลิโก,  หรือให้ผลได้ไม่จำกัดเวลาดังกล่าวแล้ว.

ในวงการแห่งพุทธสาสนาทั้งหมด  แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้เป็น ๓ ขั้น คือ (๑) การเรียนให้รู้  เรียกว่า ปริยัติธรรม,  (๒) การทำจริง ๆ ตามที่เรียนมานั้น  เรียกว่า  ปฏิบัติธรรม,  (๓) การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้นเรียกว่า  ปฏิเวธธรรม,  เราบากบั่นกันอย่างเต็มที่มาแล้วขั้นหนึ่ง  ยังอีกขั้นหนึ่ง  ที่จะต้องพยายามกันต่อไป  ขั้นนั้นคือ  ปฏิบัติธรรม,  ส่วนการเก็บเกี่ยวผลอันเป็นขั้นสุดท้ายนั้น  ไม่ต้องบากบั่นอะไร  เพราะเมื่อมีการทำจริง ๆ แล้ว  ก็หวังได้แน่นอนว่าจะต้องได้รับ.

ผู้ที่เกิดสุดท้ายภายหลัง  มีใจไม่กล้าแข็ง  ไม่อาจ  สละความสุขและการบำเรอด้วยกามวัตถุ  ซึ่งตนกำลังได้รับอยู่,  ไม่อาจ  ทนความยากลำบากอันเกิดจากความพากเพียรค้นหาความจริงอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย  ไม่อาจ  ทนต่อการหัวเราะเยาะ  ของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระอรหันต์,  ไม่อาจ  ทนต่อความยั่วยวนของเหยื่อในโลก  หรือต่อคำชี้แจงให้เขากลับทางเดินของเพื่อนฝูงที่ไม่ได้ตั้งใจเหมือนเขา,  เขาถูกอบรม  โดยทำนองให้ห่างจากรอยทางแห่งพระอรหันต์ !  เพราะไม่ค่อยมีใครจะสมัครเป็นผู้เดินตามรอยพระอรหันต์  ด้วยหัวใจอันแท้จริง  การยกเหตุผลฝ่ายข้างที่ว่า  พระอรหันต์อาจมีได้  จึงไม่ค่อยมีใครสนับสนุน.  อาศัยความมีพวกมาก  มีการยั่วยวนมาก,  และธรรมดาฝ่ายต่ำของโลกอาจชนะฝ่ายสูงได้  ตามกฎธรรมชาติในโลก  ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  เขาจึงเพียงแต่พูดส่งเสริมเท่านั้น  ก็ชนะโดยโวหารได้ง่าย.  ส่วนฝ่ายที่ต้องอ้างเหตุผลตานทานกฎของธรรมชาติ  ย่อมชนะได้ยาก,  ยิ่งพระธรรมเป็นปัจจัตตลักษณะ  คือคนฉลาด  จะเห็นได้เฉพาะตนด้วยแล้ว  โลกซึ่งมีความฉลาดน้อย  จะเอาชนะด้วยอาการนิยมภายนอกได้อย่างไร.  การที่โลกถูกพวกมากฝ่ายข้างโน้นลากไป  จึงเป็นของไม่แปลก.  ส่วนความจริงทุก ๆ อย่างคงเป็นอยู่อย่างเดิม  ซึ่งคนฉลาดยังคงเก็บเกี่ยวผลได้ตามที่เขาหว่านลงไว้.  ภายนอกเราต้องยอมให้โลกชนะ  แต่ภายในแห่งความจริงธรรมย่อมชนะเสมอ.