ทำไมเมืองไทยเราจึงยุ่งไม่สิ้นสุด....
ผมขอยกข้อความเกี่ยวกับ พระราชหัตถเลขาจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มาให้ท่านได้อ่าน....สำเนาจาก www.thaipost.net
พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ซึ่งทรงพระอักษรด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่านมีความยาว 6 หน้า นับเป็นเอกสารทางการที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของชาติไทย ดังข้อความบางตอนมีว่า
"ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจให้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้ เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นกษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าขอสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์"
เมื่อทรงสละราชสมบัติแล้ว ทรงบันทึกว่า "บัดนี้ ฉันรู้สึกว่างานของฉันในชีวิตนี้จบลงแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะทำอีก นอกจากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยสงบที่สุดที่จะทำได้..."
และแล้ว ณ วันที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต ณ พระตำหนักหลังน้อยในประเทศอังกฤษ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวของเมืองไทยที่สวรรคตบนแผ่นดินต่างประเทศ งานพระบรมศพคราวนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จัดถวายพระเพลิงเป็นการภายใน เป็นงานพระบรมศพที่เงียบและง่ายที่สุด ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม นี่แหละคือผลสุดท้ายที่นักประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยทรงได้รับในวาระที่สุดแห่งพระชนม์ชีพ.
ท่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ .... จาก http://www.thaipost.net/print.asp?news_id=90570&cat_id=200&post_date=25/Jun/2547
กรรมในอดีตเราก่อไว้กับใคร ถึงมาคราวนี้เราต้องรับใช้กรรมเหล่านั้น ความทุกข์ระทมใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ทรงได้รับ เกินกว่าใครจะรับได้ เพราะความทุกข์ของคนๆ เดียวที่มีต่อชาวไทยทุกคน แต่ความทุกข์ของคนไทยขณะนี้ ได้แบ่งกันรับแบกความทุกข์ในใจ (ที่เกิดจากความล้มเหลวในการเมือง) และมีไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ พระองค์ทรงได้รับ หนึ่งในความทุกข์ที่เกิดขึ้นต่อพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 คือ การปล้นพระราชอำนาจ โดยคณะหนึ่งที่เคยทำงานแก่ราชา(รับราชการ)มาก่อน แต่คิดทรยศ ต่อเหนือหัวตนเอง และทุกคนก็อ้างว่า ทำเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ( เหมือนมั้ย...ข้ออ้างเดียวกัน...เหมือนกับข้ออ้างนักการเมืองสมัยนี้ (พ.ศ.2550) หรือเปล่า...) และความทุกข์ระทมของพระองค์ยิ่งดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อคณะราษฎร์ ไม่ได้รักษาสัญญา ตามที่ตนเองประกาศไว้ ในขณะที่พระองค์ท่านก็ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ได้อีกต่อไป
ความผิดพลาดในการปกครองในประเทศไทย เกิดจาก..อะไร?
1. ความไม่รู้จริง : การแปลความหมายของประชาธิปไตยแบบผิด ๆ แล้วนำมากำหนดเป็นรัฐธรรมนูญที่เบียงเบนเจตนารมณ์หรือความหมายที่แท้จริง
2. ผู้ปกครองหรือนักวิชาการในอดีต (และอาจรวมปัจจุบัน ) ไม่ได้ทบทวน เจตนารมณ์หรือความหมายที่แท้ของคำว่า "ประชาธิปไตย" แต่ยังคงใช้หลักการหรือคำจำกัดความแบบคัดลอกกันมา จึงคิดเหมารวมว่า การเลือกตั้งโดยระบบส่งตัวแทนมา หมายถึง การเป็น"ประชาธิปไตย" แล้ว
3. การปกครองแบบประชาธิปไตย เหมาะสมกับคนไทยจริงหรือไม่?( ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าจะคิดล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ... แต่ต้องการวิเคราะห์ให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้น...และควรจะยอมรับความจริงมากกว่า ....ที่จะเห็นตามกระแส ) คณะราษฎรในอดีตเมื่อคิดล้มพระราชอำนาจ ก็คิดตามกระแส ตะวันตกเหมือนกัน .... ไม่ได้มองความจริงที่เป็นอยู่...
ให้วิเคราะห์จำแนกแยกแยะให้ชัดเจนว่า นิสัยคนไทย และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสังคมไทย ( เหมือนกับการ ทำ SWOT ... ) ว่าสังคมไทยเหมาะสมกับการปกครองแบบไหนมากที่สุด....
1. สังคมไทยเป็นสังคมที่ยังขาดการศึกษาอยู่มาก
2. สังคมไทยเป็นสังคมที่ตกอยู่ใน ระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับเทพมาก
3. สังคมไทยเป็นสังคมที่ถูกชักจูง หรือ เชื่อได้ง่าย
4. สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดระเบียบวินัยได้ง่าย ชอบสบาย ๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่ามักง่าย ( มักแปลว่าชอบ ...หรือแปลทั้งหมดว่า ชอบง่ายๆ )
5. สังคมไทยเป็นสังคมชอบแบบพึ่งพา.......
เพียง5 ข้อของการจำแนก จะเห็นว่า สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ต้องอาศัย ผู้นำ ที่มีความเป็นผู้นำ สูงมากจึงจะสามารถชักนำให้ สังคมไทยมีเจริญกว่าหน้าและพัฒนาอย่างเนืองไปได้ และคุณลักษณะความเป็นผู้นำ ที่เหมาะสำหรับคนไทยจะต้องมีภาวะการเป็นผู้นำระดับที่สูงมาก อาจจะต้องเทียบเท่าหรือเทียบเคียงในระดับ สมมติเทพ (ประพฤติตนอยู่ในกรอบปฏิบัติของ ทศพิธราชธรรม) โดยผู้นำประเทศจะต้องเป็นผู้นำที่ ประชาชนทั่วไป "ศรัทธา"
ใครจะสามารถเรียก "ศรัทธา" ได้?
ถ้าหากเวลากลับย้อนอดีตไปได้ ผมอยากจะทราบเหมือนกันว่า ...พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงมีแนวความคิดหรือพระราชประสงค์ที่จะมองหาผู้นำที่เหมาะสมกับประเทศไทยไว้อย่างไร?
และพระองค์ จะทรงวางระบบการปกครองไว้อย่างไร?
...ผมว่าน่าจะหาคำตอบได้ จากประวัติศาสตร์ ....ของเก่าใช่ว่าจะใช้การไม่ได้ ....ท่านนักปกครองทั้งหลายท่านเสียเวลา กลับไปพลิกประวัติศาสตร์หน่อยจะเป็นไรไป....
อย่าลืม ถ้าหากเราจะเริ่มต้นใหม่ เราควรจะเริ่มต้นจากจุดเดิม จากความเป็นจริง ที่ถูกต้อง ( การต่อยอด เหมาะสำหรับข้อมูลปัจจุบันที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ถ้าข้อมูลหรือรัฐธรรมนูญฉบับที่ 40 มันตีความกัน ผิดเพี้ยนแล้ว การใช้รัฐธรรมนูญ40 แล้วต่อยอดไปอีก ...เราสามารถหาคำทำนายได้ไม่ยากเย็น.....)
ถามว่า เราย้อนอดีตได้หรือไม่ ผมตอบให้เลย... ได้ครับ
เวลาเรา(คนในครอบครัวเดียวกัน)ทะเลาะกัน ตีกัน บทสรุปใครจะเป็นคนจับแยกและสั่งสอนเราล่ะ ....!ในครอบครัว พ่อจะเป็นตัวอย่าง เป็นแม่พิมพ์กับเรา ให้ความปรารถนาดีแก่เราทุกอย่าง ให้ความคิดและแนวทางปฏิบัติแก่เรา...!ทำไมครั้งนี้ พ่อจะให้อีกไม่ได้....! ก่อนหน้านี้พวกเราอาจเห็นผิด (ปล้นอำนาจจากพ่อไป) แต่ปัจจุบันเราก็ยังมีพ่อ และพ่อก็ยังห่วงพวกเราอยู่เสมอ...พ่ออาจจะรอเราอยู่ ...ทำไมเราไม่กลับไปหาพ่อ แล้วบอกกับพ่อว่า " พ่อครับ! ลูกผิดไปแล้ว พ่อช่วยที.." ( เราไม่ควรคิดว่าพ่อเป็นอื่น พ่อเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเรา พ่อควรมีสิทธิในการวิจารณ์ด้วยเช่นกัน ) ทำไมไม่ชวนกันไปรับฟังความเห็นจากพ่อ
การรับฟังความเห็นจากพ่อ จึงถึงได้ว่าเป็นการสำนึกผิด ( สำนึกบาปที่ปล้น อำนาจไปจากพ่อ ) และพ่อน่าจะพร้อมที่จะให้อภัย ทุกอย่างให้แก่ลูกที่ดื้อและทะเลาะกันมาตลอด
...ตราบใดที่ยังไม่สำนึกในความผิดของตนเอง ตนเองก็จะต้องคำสาปจากพ่อตลอดไป.....