รถเสีย

           ผมได้ขับรถเก๋งคนเดียวเดินทางจากจังหวัดสกลนครเพื่อไปเรียนหนังสือที่อุบลราชธานี ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง ผมได้ออกเดินทางเมื่อเวลา 15 นาฬิกา ในขณะเดินทางก็จะเปิดเพลงฟังไปด้วยเมื่อผมขับรถผ่านมาถึงอำเภอเลิงนกทา และผ่านหน้าอำเภอไปเวลาประมาณ 17.30 น. เห็นจะได้ผมพยายามขับรถเพื่อแซงคันหน้าโดยเพิ่มความเร็วของรถเมื่อแซงพ้นไปแล้วเครื่องยนต์เกิดอาการสะดุดและเครื่องดับในที่สุด จึงเปิดฝากระโปรงรถดูเครื่อง และลองดึงเหล็กวัดปริมาณน้ำมันเครื่อง ไม่พบระดับของน้ำมันเครื่อง เพราะน้ำมันเครื่องไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะวัดได้เหตุที่วัดไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ทำงานน้ำมันเครื่องย่อมกระจายไปยังลูกสูบและอุปกรณ์ภายในเครื่องยนต์ก็เลยคิดว่าน้ำมันเครื่องแห้ง ก็เลยโทรฯไปถามช่างที่เคยซ่อมเครื่องที่อยู่อุบลฯ ก็บอกว่าให้หาน้ำมันมาเติมเพิ่ม ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่น้ำมันแห้งแต่เป็นน้ำแห่ง (ด้วยความที่ไม่รู้)คิดในใจว่าจะทำอย่างไรดี ลองสตาร์ทเครื่องก็ไม่ติด โบกรถที่ผ่านไปเพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่มีรถคนไหนจอดให้ความช่วยเหลือเลย เพราะเวลาเริ่มใกล้ค่ำแล้ว ประมาณสัก 20 นาทีเห็นจะได้ก็มีชาวบ้านหญิงชายคู่หนึ่ง (คิดว่าน่าจะเป็นสามีภรรยากัน)ซึ่งกลับจากการทำนาขับรถมอเตอร์ไซด์ผ่านมาก็เลยลองโบกมือขอความช่วยเหลือ ปรากฏว่าทั้งสองจอดรถ ผมก็เลยขอความอนุเคราะห์ โดยบอกว่าแถวนี้มีน้ำมันเครื่องขายบ้างไหม ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงก็บอกมีอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เดี๋ยวจะซื้อมาให้ โดยผู้ชายที่มาด้วยยืนรออยู่กับผม สักครู่หนึ่งผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าซื้อน้ำมันไม่ถูก เดี๋ยวช่างจะมาดูให้ ผมดีใจมาก และควักเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเป็นธุระให้ ปรากฏว่าเขาไม่รับเขาบอกว่าเป็นเป็นไรหรอกเขาอยู่แถว ๆ นี้เอง ผมก็เลยยกมือขอบคุณเขาทั้งสอง และเขาก็ขับรถจากไป (ผมขนลุกเลยครับไม่คิดเลยว่าเขาจะมีน้ำใจมากขนาดนี้ ต้องขอบคุณเขาทั้งสองอีกครั้ง) หลังจากที่เขาทั้งสองไปแล้ว ก็มีช่าง (ช่างน้อย เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่อยู่แถวนั้น) ขับรถมอเตอร์ไซด์มาดู และช่วยเข็นรถลงข้างทางเพื่อความปลอดภัย บรรยากาศเริ่มมืดลง ช่างน้อยตรวจดูอาการ ก็พบว่าท่อน้ำแตกทำให้น้ำแห้ง ช่างก็บอกว่าต้องปล่อยให้เครื่องเย็นลงเสียก่อนจึงค่อยเติมน้ำได้ ช่ยวงที่รอไปหาอะไรกินก่อนไหม ผมก็บอกว่าก็ดีเหมือนกัน ก็เลยนั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปกับช่าง และสั่งอาหารเย็นรองท้อง ซึ่งที่ร้านก็เลิกขายแล้วก็เลยขอร้องให้แม่ค้าช่วยอนุเคราะห์ก็ได้อาหารทานรองท้องไปเป็นเนื้อแห้งทอดและก็แหนม หลังจากช่างทานข้าวอิ่มแล้วก็เตรียมน้ำที่จะไปเติม (ซื้อน้ำโพลาริสครึ่งโหลจากร้านที่กินอาหาร) ส่วนช่างก็ตัดยางรถยนต์เป็นเส้นเล็ก ๆ เพื่อที่จะไปมัดท่อน้ำในเครื่องยนต์ที่แตก พอมาถึงก็เติมน้ำและช่างก็ใช้ยางที่เตรียมไว้ลองมัดดูแต่ก็ไม่อยู่และลองสตาร์ทเครื่องดู แต่ก็ไม่ติด ต่อมาก็มีเจ้าของที่ข้างทางที่รถเสียขี่จักรยานผ่านมาก็ได้มาถามอาการ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือโดยการช่วยเข็นรถเข้าไปในที่ ที่เขาซื้อไว้สำหรับเลี้ยงไก่และเลี้ยงวัว เพราะรถคงไปไม่ได้แน่แล้ว เจ้าของที่ (ทราบทีหลังว่าเป็นพัฒนากร) ก็บอกว่าถ้าไม่กลัวก็นอนที่กระต๊อบนี่ก็ได้ หรือจะไปนอนที่บ้านเจ้าของที่ก็ได้ แล้วดึก ๆ ค่อยออกมาดูรถ ด้วยความที่ไม่คุ้ยเคยกับสถานที่ก็เลยไปกล้าที่จะนอน ช่างน้อยก็เลยชวนไปนอนที่อู่ซ่อมของแก เพราะแกอยู่คนเดียว ก่อนจะนอนก็พาเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปหาเพื่อนสาว จนเกือบหกทุ่มก็เลยกลับออกมาแล้วก็แวะไปดูรถและลองสตาร์ทอีกก็ไม่ได้อีก ก็เลยต้องนอนที่อู่ซ่อม บังเอิญมีมุ้งและที่นอนของเพื่อนช่างอยู่แต่ไม่ได้มานอนด้วย ก็เลยต้องนอนในมุ้งหลังนั้น ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ต้องระวังตัว เพราะมีโน้ตบุคไปด้วย ตื่นเช้ามา ช่างก็แนะนำว่าต้องลากรถไปซ่อมที่อำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ไกลถึง ยี่สิบกิโล โดยเสียค่าเหมารถลากแปดร้อยบาท ช่างก็พาไปยังอู่ซ่อมรถที่อยู่ที่อำนาจเจริญ ช่างที่อู่ตรวจสอบเครื่องยนต์ บอกว่าฝาสูบโก่ง แหวนลูกสูบไหม้ วาวล์คด หลังจากนั้นประมาณเที่ยงก็ต้องนั่งรถโดยสารจากอำนาจเจริญเพื่อไปเรียนหนังสือที่ ม.อุบลฯ เพื่อปิดคอร์ส กว่าจะไปถึงก็ใกล้จะเลิกเรียนแต่ได้โทรฯบอกเพื่อนล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว และก็นอนที่อุบลฯ หนึ่งคืน รุ่งเช้าก็นั่งรถโดยสารมาดูรถที่อำนาจเจริญ ปรากฏว่าไม่เสร็จ ก็เลยต้องนั่งรถโดยสารจากอำนาจมาที่สกลนคร และกว่ารถจะเสร็จก็ใช้เวลาประมาณ สัปดาห์กว่า ๆ วันที่นัดรับรถก็ได้เดินไปที่อำนาจเจริญก็รอรถที่ซ่อมจนเกือบหนึ่งทุ่มและก็คิดว่าสภาพคงใช้การได้ หลังจากจ่ายค่าซ่อมแล้ว (ประมาณแปดพันกว่าบาท) ก็ได้ขับรถไปที่อุบลฯ ขับมาได้ประมาณครึ่งทางเข็มความร้อนขึ้น ประสบการณ์มันบอกให้หยุดรถ และค่อย ๆ เปิดฝาหม้อน้ำออก บังเอิญมีน้ำที่เหลือจากการเติมคราวที่แล้วมาด้วย ก็เติมจนเต็มหม้อน้ำ และลองสตาร์ทรถดู ปรากฏว่าไม่ยอมติดเพราะเป็นแบตเตอรี่เพิ่งเปลี่ยนใหม่และรถก็จอดซ่อมเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ไฟชาร์ทเข้ายังไม่เต็ม ความกลัวเริ่มเข้ามาแล้วคิดในใจว่าคงได้นอนข้างทางเป็นแน่ รถก็วิ่งสวนไปสวนมาแต่ก็ไม่มีรถคันไหนที่จะมาให้ความช่วยเหลือ ก็ลองเข็นรถด้วยตัวคนเดียวและก็วิ่งขึ้นรถเพื่อเข้าเกียร์กระตุกให้รถติดแต่ก็ไม่สำเร็จอีก ก็นานพอควร เลยลองบิดลูกกุญแจสตาร์ทลองดูเผื่อโชคช่วย โชคเข้าข้างผมครับปรากฏว่ารถสตาร์ทติด ก็ค่อย ๆ ขับมาเรื่อย ๆ เมื่อถึงอุบลฯ ก็เกือบสองทุ่มกว่า ๆ ไม่รอช้ารีบขับรถไปหาช่างที่เคยซ่อม ชื่อช่างสัญชัย ซึ่งเป็นช่างที่ติดตั้งแก๊สรถยนต์ให้ ต้องจอดรถให้ช่างซ่อมในวันรุ่งขึ้นเพราะต้องซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนอุปกรณ์จ่ายไฟ (ช่างเรียกว่าหัวกระโหลก) และวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันอาทิตย์ด้วยร้านปิดหมด ซื้อไม่ได้ แต่ช่างก็ดัดแปลงเอา รุ่งเช้าพอซ่อมเสร็จก็เติมแก็สขับมายังอู่ซ่อมที่อำนาจเจริญอีก ให้ช่างตรวจเช็คว่าทำไมขีดความร้อนจึงขึ้นระหว่างทางก็คอยจ้องที่ฮีตเตอร์ตลอดเวลา เมื่อช่างเช็ดดูแล้วพบว่าท่อยางหม้อน้ำด้านหน้าแตกอีกเนื่องจากซ่อมครั้งแรกไม่ได้เปลี่ยนให้ และก็ล้างหม้อน้ำปรากฏว่ามีรอยรั่ว เมื่อซ่อมเสร็จก็ขับรถออกจากอำนาจเจริญกลับสกลนครด้วยความกลัวว่าเครื่องจะดับกลางทางอีก ปิดแอร์เปิดหน้าต่างขับมาจนถึงสกลนครเกือบหกทุ่มเห็นจะได้ เฮอ! โล่งอกไปได้ แต่สถาพของเครื่องยนต์เมื่อมีการไสฝาสูบแล้วอาการของเครื่องจะไม่ปกติเหมือนเดิม ช่างก็แนะนำว่าต้องเปลี่ยนเครื่องถึงจะหาย (เครื่องเชียงกง) ก็ทดขับไปก่อนเพราะเสียดายเงินค่าซ่อมอยู่

          ก็อยากฝากเตือนเพื่อนสมาชิกว่าก่อนเดินทางต้องตรวจสภาพของรถให้พร้อมเสมอและขณะขับก็ต้องหมั่นคอยสังเกตอาการผิดปกติของเครื่องด้วย เพราะถ้าโชคร้ายเดี๋ยวจะเป็นเหมือนกับที่ผมเจอกับตัวเองมาแล้วครับ ทุกวันนี้ก็ยังประทับใจกับการช่วยเหลือของช่างน้อย พัฒนากรและชาวบ้านสองสามีภรรยาอยู่ไม่รู้ลืม ผ่านไปคราวใดก็จะนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเสมอ