มนุษย์ถูกสาปจากการเข้าถึงความจริงไปชั่วนิรันดร์หรือไม่

...การวิจัยเป็นกระบวนการค้นคว้าหาคำอธิบายหรือคำตอบ (คือหาความรู้ หรือความจริง) ให้แก่ประเด็นคำถามเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้น กระบวนทัศน์ในการวิจัยจึงหมายถึง ระบบความเชื่อที่จะชี้นำว่า นักวิจัยควรจะทำ "อะไร" และควรทำ "อย่างไร" จึงจะบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่าความจริงหรือความรู้ได้...

ในแวดวงวิชาการกระแสหลัก มักจะวัดความก้าวหน้าทางวิชาการด้วย "งานวิจัย" ซึ่งเราสามารถแบ่งแนวทางการวิจัยออกได้เป็นสองทางใหญ่ๆ คือ "งานวิจัยเชิงปริมาณ" (quantitative)  และ "งานวิจัยเชิงคุณภาพ" (qualitative)

ตัวอย่างงานวิจัยเชิงปริมาณได้แก่ การสำรวจสำมะโนประชากร, การสำรวจเชิงสถิติ และการทำโพลล์ ส่วนตัวอย่างงานวิจัยเชิงคุณภาพได้แก่ การเข้าสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม, การสัมภาษณ์ตัวแทนกลุ่มตัวอย่าง และการทำสนทนากลุ่ม (focus group) เป็นต้น

ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยเชิงปริมาณ มักจะบ่งบอกถึงสถานะปัจจุบันของธรรมชาติที่เราสนใจศึกษา นักวิจัยเชิงปริมาณจะทำการวิจัย "อย่างวิทยาศาสตร์" คือเอาตนเองเข้าไปปนเปื้อนกับการวิจัย ให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่เที่ยงแท้และเป็นกลาง

ในขณะที่นักนิยมการวิจัยเชิงคุณภาพ มองว่าการแยกตัวเองออกมาจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่มนุษย์เราทำได้คือ การนำเสนอความจริงในมุมมองที่เป็นของๆเรา (เสนอผ่านกรอบแว่นในสีที่ตนเองสวมใส่อยู่)

กรอบปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดที่แบ่งออกเป็นสองป้อมค่ายนี้ ฝ่ายแรกได้รับอิทธิพลจาก "ปฏิฐานนิยม" (positivism) ในขณะที่ฝ่ายหลังได้รับอิทธิพลจาก "ปรากฎการณ์วิทยา" (phenomenology), "คตินิยมแนวการสร้าง" (constructionism), "คตินิยมแนวการตีความ" (interpretivism) และ "ทฤษฎีวิพากษ์" (critical theory) ซึ่งทั้งหมดรวมกันเรียกว่า "กระบวนทัศน์ทางเลือก" (alternative paradigm)

ทั้งสองฝ่ายได้มีการโต้เถียง หรือมีสงครามทางความคิดกันมานานแล้วว่าวิธีใดจะเหมาะสมกว่ากัน ในหัวข้อต่อไปนี้


1. เรื่องธรรมชาติของความจริง / ความรู้ (หรือภววิทยา - ontology)
ฝ่ายปฏิฐานนิยมถือว่า ความจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นเอกเทศ หรือเป็นวัตถุวิสัย (objective) ความจริงหรือความรู้ที่ถูกค้นพบและผ่านการพิสูจน์แล้ว มีคุณสมบัติเป็นสากล (reality is universal) คือเป็นจริงและใช้ได้ทั่วไป ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและบริบท ดังนั้นความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงมีเพียงสิ่งเดียว (single reality) แนวคิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สัจจนิยม" (realism) เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในสายวิทยาศาสตร์ หรือความรู้กระแสหลัก

ฝ่ายกระบวนทัศน์ทางเลือกเชื่อว่า ความรู้หรือความจริงที่เป็นอยู่อย่างอิสระนั้นไม่มี ความจริงหรือความรู้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น (reality is constructed) เพราะเหตุนี้ความจริงจึงมีได้หลากหาย ไม่ใช่มีเพียงหนึ่งเดียว ความจริงที่ได้จากการวิจัยจึงเป็นเพียง "ภาพสร้าง" (construct) ของความจริง เพราะความจริงถึงแม้จะมีอยู่จริง ก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์

แนวคิดนี้มาจากที่มาของความคิดว่า เมื่อเวลาที่เรารับรู้อะไรบางอย่าง "จิต" ของเราไม่ได้อยู่เพียงนิ่งๆ (passive) แล้วรับภาพลงมาในจิต (เหมือนฟิลม์ถ่ายรูป) แต่จิตทำงานตลอดเวลา (active) เมมื่อเวลาจะรับรู้ จิตจะสร้างมโนทัศน์ (concept) หรือสร้างภาพนามธรรม (abstract) เกี่ยวกับสิ่งต่างๆขึ้นมา (ซึ่งภาพสร้างนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง) เป็นเพียงภาพสร้าง หรือภาพสะท้อนที่จิตสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายโลกความเป็นจริงเท่านั้น


2. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้แสวงหาความจริง/ความรู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ (หรือญาณวิทยา - epistemology)
ฝ่ายปฏิฐานนิยมเชื่อว่า ผู้แสวงหาความจริง กับความจริงเป็นอิสระต่อกัน ทั้งสองส่วนจึงต้องแยกขาดออกจากกัน (เพื่อทำความเข้าใจอย่างปราศจากอคติ)

ฝ่ายกระบวนทัศน์ทางเลือกเชื่อว่า ผู้แสวงหาความจริง กับความจริงนั้น ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ต่างก็ส่งอิทธิพลเนื่องถึงกัน ดังนั้นทั้งสองส่วนจึงมิอาจแยกขาดจากกันได้ (จึงไม่จำเป็นต้องคิดหาแนวทางการค้นหาความจริงที่ปราศจากอคติ เพราะอย่างไรเสียก็มีอคติอยู่แล้วนั่นเอง)


3. เรื่องวิธีวิทยา (methodology)
ฝ่ายปฏิฐานนิยมเชื่อว่า ผู้ศึกษาความจริงสามารถจัดการกับกลุ่มตัวอย่างและกระบวนการวิจัยได้ทุกขั้นตอน เพื่อควบคุมและป้องกันอคติอันอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการแสวงหาความจริงนั้น ไม่ว่าจากตัวผู้แสวงหาความจริงเอง จากแแหล่งภายนอก เพื่อบรรลุความเป็นวัตถุวิสัยของการศึกษา

ฝ่ายกระบวนทัศน์ทางเลือกมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ศึกษา กับสิ่งที่ถูกศึกษาเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความสัมพันธ์ที่ดีจำเป็นสำหรับการเข้าถึงข้อมูลที่ดี


จดบันทึกย่อจากหนังสือ : ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยชาย โพธิสิตา pp 61-76