การไม่ยอมรับความจริง อาจมีมาจากหลายสาเหตุ หากเรามองข้ามประเด็นเรื่องเลวร้ายไป (เช่นว่ารู้อยู่แล้ว แต่จะไม่ยอมรับสักอย่างใครจะทำไม, หรือหลอกลวงชาวบ้าน, หรืออยากป่วนเล่น, ฯลฯ) อาจเป็นเพราะผู้สังเกตยังไม่ทราบข้อมูลบางด้านอย่างเพียงพอ หรือแม้จะทราบแล้วก็อาจเป็นเพราะการรับข้อมูลนั้นเกิดการรบกวนจนทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาในแง่การสื่อสาร และความชัดเจนของสารนั้นด้วย
บางทีอาจจะเป็นเพราะ ความจริงใหม่ที่รับทราบนั้น ไม่สามารถหักล้างความเชื่อเดิมได้ลง ผู้สังเกตยังมองว่าความจริงใหม่นั้นยังไม่มั่นคงเที่ยงแท้ ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้อย่างมีประสิทธิพอ ไม่ว่าจะประเมินด้วย ตรรกะ, เหตุผล, หลักฐาน, ฯลฯ
ในระดับลึกที่สุด คงเป็นเพราะมาจาก "คนละโลกกัน" อย่างที่แสดงให้เห็นในข้อสังเกตเรื่องสงครามป้อมค่ายความคิดระหว่างกระบวนทัศน์ทั้งสองนี่แหละครับ จึงทำให้ไม่สามารถรอมชอมกันได้ และผลในทางปฏิบัติก็คือทั้งสองฝ่ายก็จะต้องไปค้นคว้าหาความจริงและแนวคิดในระดับปรัชญามาต่อสู้กันต่อไป
ในมุมมองของผมแล้ว เราน่าจะทำความเข้าใจ "ความจริง" ก่อน แล้วจึงตัดสินใจได้อย่าง "ถูกต้อง" จึงทำให้เกิด "ประโยชน์" กับทุกๆฝ่ายได้
ในความหมายที่แท้จริงของเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) ก็คือ การศึกษาว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการอย่างไม่จำกัด ศาสตร์นี้จึงให้ความสนใจว่าจะจัดสรรทรัพยากรอะไร ให้กับใคร เท่าใด เมื่อใด และอย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ซึ่งจะว่าไปเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) ให้คุณค่ากับ "ประสิทธิภาพ" มากกว่า "ประโยชน์" ครับ (เพราะถ้าพูดถึงประโยชน์แล้ว ก็ไม่รู้หมายถึงประโยชน์ของใคร และตัดสินด้วยอะไร)
แต่ด้วยคุณค่าแบบนี้ เศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) จึงถูกโจมตีมากจากนักคิดกระแสรองอื่นๆ (โดยเฉพาะสายมาร์กซิสต์) เพราะมองโลกอย่าง "กลไก" มากเกินไป / ไร้ "ความเป็นมนุษย์มากเกินไป" จึงเกิดแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสรอง ว่าด้วย "ความเป็นธรรมทางสังคม" ขึ้นมาต่อสู้ทางความคิดกัน
ขอบคุณสำหรับคำทักทายต้อนรับ และความคิดเห็นชวนคิด (อย่างยิ่ง) ครับ :)