P
อันที่จริงก็ลืมรายละเอียดไปเกือบหมดแล้ว จำได้แต่ประเด็นสำคัญเท่านั้น...
เฮเกล ถือว่า จิต เป็นพื้นฐาน แต่มาร์กซ์มากลับหัวกลับห่างให้ วัตถุ เป็นพื้นฐาน .... ซึ่งทั้งสองนี้ก็พยายามอธิบายไปสู่จุดหมาย (ที่สุด) นั่นคือ พัฒนาการของจิตหรือวัตถุตามความเชื่อของแต่ละคน...
พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง วัฎฎะ คือ กิเลส กรรม วิบาก ... กิเลส คือ ความมุ่งหวังให้ทำกรรม... กรรม คือ การกระทำ ส่วนผลที่ได้มาเรียกว่าวิบาก... วิบาก จะก่อให้เกิดความมุ่งหวังบางอย่างให้ทำกรรมอีกครั้ง ผลที่เกิดขึ้นก็จัดเป็นวิบากอีกครั้ง และอีกครั้งเรื่อยไป... ซึ่งประเด็นนี้ก็พอเทียบเคียบกับไดเล็กติกของเฮเกลได้...
ส่วนนักคิดรุ่นปัจจุบันบางคน ( เช่นที่เป็นอาจารย์ของรัสเซลล์ ตอนนี้นึกชื่อไม่ออก)  ก็นำเสนอแนวคิดเชิงปรัชญากระบวนการ โดยมองว่าวิภาษวิธีนี้จะเป็นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ซ้ำรอยเดิม คล้ายๆ การควงสว่าน.. ทำนองนั้น...
ส่วนประเด็นวัตถุและจิตสองอย่างนี้ แนวคิดเวทานตะของฮินเดียบางสำนักก็บอกว่ามีเพียงสิ่งเดียวคือ พรหมัน ...
โชเปนเฮาเออร์ ก็บอกว่ามีแต่จิตเท่านั้น วัตถุเป็นเพียงภาพปรากฎทางใจเท่านั้น ดังนั้น วัตถุจึงมิใช่สิ่งที่มีอยู่จริง (ใครบางคนค้านว่า อยากรู้ว่าวัตถุมีจริงหรือไม่ ลองเอาแข้งไปแตะก้อนหินใหญ่ๆ แรงๆ ก็จะรู้ ....)
พุทธปรัชญาเถรวาทของเราบอกว่ามี ๒ อย่าง คือ รูป (วัตถุ) นาม (ใจ) ... แต่นิกายโยคาจารหรือวิชญาณวาทบอกว่ามีเพียงจิตเท่านั้น (ผู้รู้บางท่านบอกว่า แนวคิดนี้เหมือนโชเปนเฮาเออร์ แต่คิดมาก่อนโชเปนเฮาเออร์หลายร้อยปี...)
ปรัชญาจีนมีลัทธิเต๋า ซึ่งแบ่งออกเป็น หยินหยาง ซึ่งจะมีการสอดประสานกันอย่างสมดุล....
โดยส่วนตัวคิดว่า เรื่องเหล่านี้ ไม่มีอะไรมาก คิดกันมานานแล้วทั่วโลก... แต่ถ้าใครบางคนสร้างชุดคำอธิบายใหม่ เป็นที่สนใจก็อาจขายความคิดได้... ประมาณนั้น
จากแนวคิดเหล่านี้ ก็จะนำไปสู่การประยุกต์ใช้เพื่อขยายความด้านจริยศาสตร์ สังคม และอื่นๆ ...
ไม่ได้อวดรู้อะไร เพียงแต่มันรกอยู่ในสมอง ก็เลยบ่นเล่นๆ... ปกติก็ไม่ได้คุยกับใครในเรื่องทำนองนี้ และหนังสือเรื่องเหล่านี้ก็ไม่อ่านมานานแล้ว....
เจริญพร