มุมมองไม่เห็นด้วย
บางประการ
ต่อเรตติ้งโทรทัศน์
คำถามและข้อสังเกตเสียงดัง

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ต่อกรณีการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ ไม่ใช่เพียงปัญหาของความคิด ถึงการคัดค้าน รับไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เป็นปัญหาของมุมมองฝ่ายนำเสนอนโยบายภาครัฐ และผู้ดำเนินการผลักดันนโยบายสาธารณะ ว่าทำไมไม่สร้างการมีส่วนร่วม นอกเหนือจากการตั้งแง่ ตั้งมุม และสร้างฝ่ายตรงข้ามให้เกิดขึ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในประเด็นบทความ ภายใต้ข้ออ้างอิงนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คือหนึ่งในปัญหา และเป็นรากของปัญหา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ของคุณ ลัดดา ตั้งสุภาชัย ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">มุมมองที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ต่อบทบาทการทำงานของผู้ทำงานในเชิงนโยบายสาธารณะ ควรละเว้น ไม่ควรกระทำ คือต้องไม่มีคำตอบในเชิงทวิลักษณ์ หรือการผลักให้เกิดคู่ตรงข้ามความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เป็นประเด็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ กฎระเบียบทางกฎหมาย ที่ออกมาจะต้องมีผลบังคับใช้ต่อประชาชน และสังคมไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">มุมมองที่สำคัญ คือ ภาวะขาดการมีส่วนร่วม และไม่สามารถหาเครือข่ายประสานการมีส่วนร่วม ในขณะที่มีการระบุถึงภาคประชาสังคม แต่พยายามสร้างภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติงานในแวดวงโทรทัศน์ ละคร และสื่อทั้งหลาย ให้กลายเป็นคู่ตรงข้ามของความขัดแย้ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เหตุผลที่เราต้องระวัง และอย่าลืมก็คือ นโยบายสาธารณะที่คนไทยทุกคนปรารถนา ต้องมีผลดี มีผลต่อการสร้างสรรค์ให้เยาวชนไทยมีภูมิที่เข้มแข็ง ภายใต้ความเป็นจริงในการปรับแต่งเปลี่ยนแปลง สภาพจากเดิมที่เคยเป็นมา ให้ไปสู่กระบวนการควบคุม คัดสรร คัดกรองสาระสำคัญของสื่อโทรทัศน์ ให้กลายเป็นสื่อสีขาวที่ปลอดภัย และอำนวยประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน แต่ในกรณีดังกล่าว มีภาพของความไม่เห็นด้วย ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากทัศนคติ และตัวตั้งในใจบางประการ ที่เป็นปัญหาในโครงสร้าง และรากวิธีคิด ที่ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการแลกเปลี่ยน สัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี ที่จะทำให้เราเกิดชุมชน ประชาคมของสื่อไทย ที่ร่วมผลักดันไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายสาธารณะที่ดีในสังคมไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ คือ ความจริง ในข้อผิดพลาดของการผลักดันนโยบาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การผลักดันนโยบายสาธารณะของประเทศ ที่ขาดการมีส่วนร่วม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p> คือความจริง จากการขาดการมีส่วนร่วม </p><p></p><p>จากทัศนคติ และจากพื้นฐานความเชื่อ ภายใต้มุมมองว่าได้มีการดำเนินการศึกษาวิจัย เพื่อจัดระดับความเหมาะสมสื่อโทรทัศน์ ในขณะที่ความจริงของผู้ปฏิบัติงาน กลุ่มธุรกิจ และคนทำงานโทรทัศน์ คือสิ่งที่สวนทางอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหมดคือคำตอบวันนี้ ว่าทำไมจึงยังคงเกิดความขัดแย้ง ข้อมูลอ้างอิง ภายใต้สมมุติฐานทางวัฒนธรรมที่เห็น คือสิ่งที่บทความชิ้นนี้ ยืนยันถึงความไม่เห็นด้วย ต่อวิธีคิดที่ตัดขาดการมีส่วนร่วมเช่นนี้ </p><p></p><p>อ้างอิง</p><p>ประชาทรรศน์</p><p>prachatouch</p><p>http://www.prachatouch.com/Story.php?bookid=22&&contantid=637&&sortid=787 </p><p></p><p>ผลพวงจากความสุขราคาถูกๆ นำพาปัญหาสู่สังคมนานัปการ </p><p>โดย…ลัดดา ตั้งสุภาชัย </p><p></p><p>หากย้อนรอยถึงสภาพสังคมที่ผ่านมาในยุคที่เกิดเหตุการณ์วิปโยคเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่คนไทยลุกขึ้นมาต่อสู้เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นทำร้ายกันจนเลือดตกยางออกและสูญเสียชีวิตกันมากมายนับหลายร้อยชีวิต รวมถึงนิสิตและนักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินบ้านเกิดได้ต่อไป ต้องพลัดพรากจากครอบครัวหนีตายเข้าป่า ลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งหลายต่อหลายคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์คงจะยังจดจำเรื่องราวและภาพแห่งการสูญเสียได้อย่างติดตาติดใจถึงทุกวันนี้ </p><p></p><p>และการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ กับการดำเนินชีวิตของผู้คน เนื่องจากบ้านเมืองขณะนั้นไม่สนับสนุนให้มีสถานบันเทิงเริงรมย์ และสื่อบันเทิงที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมให้เลือกรับเลือกเสพอย่างอิสรภาพจนเกินเลย และละเมิดสังคมอย่างมากมายเฉกเช่นทุกวันนี้ ผู้คนในวันนั้นจึงต่างให้ความสนใจกับปัญหาบ้านเมืองกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังนิสิตนักศึกษาที่ต่างแสดงเจตนารมณ์ให้เกิดวิถีประชาธิปไตยเป็นที่ตั้งในสังคม และมีอุดมการณ์ร่วมพิทักษ์ปกป้องแผ่นดินอย่างชัดเจน ซึ่งบ่อยครั้งที่มีประเด็นขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อเรียกร้องและให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ก็มักจะพบเห็นพลังหนุ่มพลังสาวออกมาร่วมขับเคลื่อนอยู่เสมอๆ </p><p></p><p>จำได้ว่าที่เที่ยวเตร่ของวัยรุ่นสมัยนั้นจะมีเพียงไม่กี่สถานที่เท่านั้น หากจะมีนัดกินข้าว ดูหนังฟังเพลง ซื้อของหรือจับจ่ายซื้อเสื้อผ้าเท่ๆ ก็จะแห่ไปรวมตัวกันที่สยามสแควร์หรือศูนย์การค้าเพลินจิต ส่วนผับ-บาร์ ที่มีหนุ่มบริการเต้นรูดเสาโชว์ล่อสาวแก่ แม่หม้าย และพลพรรคคนรักเกย์ หรือการเต้นเร้าอารมณ์แบบสาวโคโยตี้ บริการเสือ สิงห์ กระทิงเปลี่ยว รวมถึงอาเฮีย อากู๋ อาเสี่ย และร้านเกม คาราโอเกะ และอินเตอร์เน็ต ยังไม่มีเกิดขึ้นในสมัยนั้น </p><p></p><p>ส่วนโทรทัศน์ที่เป็นสื่อบันเทิงราคาถูกตามที่ใครต่อใครเข้าใจกัน ในสมัยนั้นก็มีข้อจำกัดมากมาย โดยเริ่มตั้งแต่เครื่องโทรทัศน์ก็เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ในสมัยนั้นจะมีสนนราคาที่ค่อนข้างสูงพอประมาณ พูดง่ายๆ ก็คือชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำในสมัยนั้นต่างไม่มีปัญญาที่จะเป็นเจ้าของหรือครอบครองกันได้ง่ายๆ สำหรับสถานีที่เปิดบริการแพร่ภาพให้ข้อมูลข่าวสาร ถ้าจำได้ไม่ผิดก็มีเพียงช่อง 3 ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) ช่อง 5 ช่อง 7 เท่านั้น ที่สำคัญไปกว่านั้น กบว. โดยกรมประชาสัมพันธ์ จะทำหน้าที่ตรวจพิจารณาสาระของรายการต่างๆ ก่อนออกอากาศเผยแพร่กับประชาชน และทุกๆสถานีต้องปิดสถานีไม่เกินเที่ยงคืน </p><p></p><p>ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ก็มีเพียงหนังสือพิมพ์รายวันไม่กี่ฉบับ ส่วนนิตยสารหัวนอกและในประเทศ ที่นำเสนอภาพและสาระเสี่ยงวาบหวิวจนเลยเถิดถึงลามก ในยุคนั้นก็ยังไม่มี จะมีบ้างก็จำพวกหนังสือใต้แผงที่นำเสนอภาพลามกจกเปรตแอบๆ ซ่อนๆ ขายให้กับพวกหื่นกาม </p><p></p><p>หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับวิถีชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ชนิดที่เข้าใจได้ว่า “หน้ามือเป็นหลังมือ” การสูญเสียซึ่งชีวิตนับร้อยนับพันของผู้คนเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์พร้อมกับการขับไล่และปรับเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลได้อย่างเป็นผล ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นชัยชนะของประชาชนก็ว่าได้ แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็กลับสร้างความเจ็บปวดและความกลัวให้กับผู้คน จนไม่อยากรับรู้รับฟังและร่วมขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองอีกต่อไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถึงทุกวันนี้พบข้อเท็จจริงที่ว่าบรรดาเหล่านิสิตและนักศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็ไม่สนใจกับกิจกรรมทางการเมืองเฉกเช่นยุวชนเมื่อวันวานที่ผ่านไปกับเหตุการณ์วิปโยคแผ่นดินไทย คงจะไม่ใช่ด้วยเงื่อนไขของเหตุการณ์ความเจ็บปวดและการสูญเสียเพื่อนร่วมชาติเท่านั้น แต่ประเด็นเรื่องของสุขนิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม และความเป็นปัจเจกนิยมที่สุดโต่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อคนในสังคมเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้คนขาดความสนใจสังคมและประเทศชาติเท่าที่ควร น่าจะเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่ต้องนำมาขบคิดกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p></p><p>วิถีชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยุคก่อนๆ ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและตามกระแสโลก โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในหลายๆ ประเทศในโลกที่ไม่อาจปฏิเสธโลกาภิวัตน์หรือแยกตัวจากประเทศอื่นๆ ที่ยึดโยงกับกระแสนี้ เป็นที่ยอมรับและรับรู้กันดีว่าสังคมยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน เป็นยุคที่ใครที่มีข้อมูลเหนือผู้อื่นผู้นั้นย่อมเป็นฝ่ายชนะ การสื่อสารทุกวันนี้จึงไม่เป็นดังยุคที่ผ่านมา </p><p></p><p>เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการดำเนินชีวิตของผู้คนในสมัยนี้ ข้อมูลข่าวสารจากทุกประเทศในทุกมุมโลกถูกเชื่อมโยงประหนึ่งใยแมงมุม และส่งต่อถึงกันและกันเพื่อการรับรู้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเครื่องมือการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ทั้งอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ โทรสาร ทดแทนโทรเลขที่ใช้สื่อสารทางไกลในยุคก่อนๆ โดยส่งผ่านดาวเทียมและเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ทั้งวิทยาการความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และจำนวนมนุษย์บนโลกที่นับวันจะมีแต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น รวมถึงวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่แย่งกันอยู่แย่งกันกิน และแย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด จึงทำให้ผู้คนขาดความมีน้ำใจ ความเมตตาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และความรับผิดชอบต่อสังคม ดังจะเห็นได้จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของสังคม ที่ถูกสื่อหลากหลายประเภทรุมทำร้ายอย่างขาดความสำนึกและลืมทำหน้าที่ร่วมปกป้อง แต่กลับกระทำการที่ตรงกันข้ามด้วยการทำร้ายซ้ำเติม และเพิ่มดีกรีปัญหาให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> ในส่วนของรัฐบาลได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาและรับมือกับสื่อเสี่ยงทั้งหลายที่ทำร้ายสังคมและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ให้กับเด็กและเยาวชน จนเกิดเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนและเป็นปัญหาในสังคม จึงได้ออกมาตรการให้มีการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อทุกประเภท (Rating) เพื่อปกป้องและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ โดยเริ่มที่สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อแรก ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิชาการ นักจิตวิทยา นักพัฒนาการเด็กและเยาวชน ร่วมกันศึกษาวิจัยและกำหนดแนวทางการประเมินคุณภาพเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม รวมทั้งกำหนดให้ภาคประชาสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องในการผลิตสื่อได้มีส่วนร่วมในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาการนำเสนอรายการต่างๆ ทางโทรทัศน์จะมีเพียงทางสถานีและผู้ผลิตสื่อเป็นผู้กำหนดสาระและเวลาการนำเสนอเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ทันทีที่มาตรการดังกล่าวผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมาเป็นเวลานานนับปี ถึงวันนี้เครือข่ายครอบครัวและเยาวชนต่างพึงพอใจที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงในการขจัดสื่อร้ายและขยายสื่อดีเพื่อปกป้องและคุ้มครองเยาวชน โดยให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อซึ่งเป็นการรับผิดชอบร่วมกัน แต่กลับมีสื่อและผู้ประกอบการสื่อบางรายที่ไม่เห็นด้วย อย่างขาดความรับผิดชอบและไร้สำนึกต่อสังคม โดยเฉพาะไม่คำนึงถึงผลกระทบที่สื่อสร้างปัญหาให้กับเยาวชนของชาติ และมองเพียงผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นสำคัญ โดยได้ออกมาโวยวายกล่าวร้ายหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบอย่างขาดความเป็นธรรม และสร้างความสับสนให้กับประชาชน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สื่อโทรทัศน์ที่ภาครัฐประกาศให้ถือปฏิบัติจะไปลิดรอนความสุขราคาถูกเหล่านี้ เป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง เพราะความสุขราคาถูกๆ ที่ประชาชนพึงได้รับทุกรายการยังคงอยู่ครบในจอแก้ว เป็นแต่เพียงมีการเพิ่มการจัดเวลาการออกอากาศให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชมเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องให้การดูแลปกป้องคุ้มครอง ด้วยการจัดสื่อที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับพัฒนาการและช่วงอายุของเยาวชน ให้เขาเหล่านั้นได้รับชมอย่างเหมาะสม เหมือนกับผู้ที่ทำหน้าที่สื่อในประเทศต่างๆ ที่รับผิดชอบดูแลเด็กและเยาวชนของเขาได้ถือปฏิบัติกันอยู่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ขอเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจสื่อและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทุกช่อง ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน กรุณาลืมผลประโยชน์ส่วนตนบ้าง และหันมาร่วมมือเยียวยาปัญหาที่สื่อเป็นผู้ก่อให้กับเด็กและเยาวชนของชาติ อย่าปล่อยให้สื่อถูกนำเสนอต่อเยาวชนอย่างไร้ทิศทาง ไม่จำกัดเวลา และมอมเมาเยาวชนอนาคตของชาติอย่างเช่นทุกวันนี้อีกต่อไปเลย ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อต้องไม่ติดยึดกับความเป็นปัจเจกจนสุดโต่ง และต้องไม่ปฏิเสธความเป็นจริงที่ว่าเหรียญนั้นมีสองด้าน ต้องมองให้ครบทั้งธุรกิจและสังคมที่มั่นคง น่าจะหันมาร่วมมือกันเฉกเช่นสื่อในอารยประเทศถือปฏิบัติกันจะดีมั้ย</p>