หลายต่อหลายครั้งที่ได้มีโอกาสรับทราบข่าวสารของการจัดสวัสดิการของหลายพื้นที่ ประกอบกับการติดตามอ่านงานของหลายพื้นที่ เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน กับการรับรู้และติดตามงานนี้ ก็เกิดความคิดว่าอันที่จริงการเคลื่อนงานองค์กรการเงินและสวัสดิการนั้นมีอยู่มากมายในสังคมไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กล่าวคือ ยังไม่เห็น ความเข้มแข็งขององค์กรเหล่านี้จนกระทั่งกลายเป็นสถาบันของประชาชนทั่วทุกพื้นที่โดยแท้จริง หากจะวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน (ความเห็นส่วนตัว) อาจเป็นเพราะการแยกส่วน ต่างคนต่างทำ หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริมต่างคิดค้นวิธีการ มีรูปแบบ และขั้นตอนการปฏิบัติของตนเอง ในตำบลหนึ่งอาจเกิดกองทุนต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งการก่อตั้งโดยชุมชนเอง หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯ ขั้นตอนการปฏิบัติที่ต่างกัน ทำให้ชุมชนสับสนและเบื่อหน่ายกับการติดต่องาน หากแต่ละหน่วยงานร่วมมือกันไม่แบ่งว่ากองทุนที่เกิดต้องมีชื่อหน่วยงานตนเป็นเครื่องหมาย แล้วปล่อยให้ชุมชนเป็นหน่วยปฏิบัติ หน่วยงานต่าง ๆ (โดยเฉพาะรัฐ, อบต.) ช่วยกันหนุนเสริมด้านเงินทุน และความรู้ ไม่ต้องใส่การจัดการของตนเองลงไป คงจะทำให้ชุมชนเกิดความคล่องตัวในการจัดการกองทุนของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเวลาทำตามเงื่อนไข กฎเกณฑ์ของบุคคลภายนอกที่ไม่เคยล่วงรู้ถึงบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
ล่าสุดได้ตามไปดูการเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้ <div style="text-align: center"></div>
<p style="text-align: center" align="left">มี พอช.เป็นเจ้าภาพ เห็นด้วยกับความเห็นของที่ประชุมในการรวมกองทุนสวัสดิการในตำบล หรือหมู่บ้านทุกกองทุนให้เป็นกองทุนเดียวกัน เป็นการบูรณาการการทำงานของทุกกองทุนให้เป็นองค์รวม เนื่องจากทุกกองทุนที่เกิดขึ้นล้วนมีทิศทาง และเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ประชาชนส่วนรวมสามารถพึ่งตนเองได้ นำไปสู่การอยู่เย็นเป็นสุขของสังคมโดยรวม เพียงแต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีหลายเจ้าภาพในการจัดการองค์กรการเงินและสวัสดิการของชุมชน อันที่จริงเป็นความหวังดีของแต่ละหน่วยงาน ทั้ง กทบ. พอช. และอีกหลาย ๆ หน่วยงานที่ไม่ได้เอ่ยถึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัวว่า งานสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้และมีความเข้มแข็ง ควรมีแนวทางเหมือนกันทุกพื้นที่ ที่สำคัญเป็นการช่วยประเทศชาติประหยัดงบประมาณในการเคลื่อนงาน เพราะทุกหน่วยงานมักจะมีงบการฝึกอบรมให้กองทุน จัดประชุมครั้งหนึ่งต้องใช้งบประมาณมาก หากทุกหน่วยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวจัดประชุมครั้งเดียว คงช่วยประหยัดงบประมาณตรงนี้ไปได้มากทีเดียว </p>
น้องรัช ขอบคุณสำหรับภาพบรรยากาศ ที่พอช วันก่อน ที่จริงการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินะดีที่สุด เพราะแต่ละท้องถิ่นมีทุนเดิมที่ไม่เหมือนกัน และไม่ควรมองแค่ทุนเงินตราเป็นตัวตั้ง แต่ควรคำนึงถึงทุนอื่น ๆที่มีอยุ่ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากร วิถี วัฒนธรรมประเพณี ต่าง ๆชองชุมชน และให้เกิดการดูแล เอื้ออาทรของคนในชุมชนนั้นกันเองหน่วยงานภายนอกเพียงแคสนับสนุน และเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่าง ๆ แต่ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนัก ข้อเสนอที่น้องรัชพูดถึง คงทำได้ยากเพราะแต่ละหน่วยงานยังไม่สามารถบูรณาการกันได้จริงในทางปฎิบัติ แต่มีความพยายามอย่นะ
ขอบคุณพี่พัชที่แวะมาเยี่ยมนะคะ และขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีประโยชน์ในการนำไปคิดต่อคะ
ได้ฟังแนวคิด (ที่ยังไม่เห็นแนวทาง) เรื่อง "การบูรณาการกองทุน" จากเวทีระดับผู้กำหนดนโยบายหรือเจ้าหน้าที่ แต่ไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านคิดอย่างไร ผู้นำกลุ่มชาวบ้านคิดเหมือนกันหรือไม่
โดยส่วนตัว ยังเห็นว่า นี่เป็นโจทย์ที่อาจต้องหาคำตอบเชิงประจักษ์ (จึงถนัดเรียกว่า "วิจัย" แต่ อ.ภีม อาจไม่เห็นด้วย) คำถามที่ว่า ชาวบ้านคิดอย่างไร การมีกลุ่มองค์กรการเงินในพื้นที่หลายกลุ่มมีปัญหา (ต้นทุน)อย่างไร เป็นปัญหา(ต้นทุน)ของชาวบ้าน (ปัจเจก) ปัญหาของกลุ่ม หรือ ปัญหาของชุมชน ที่ดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์คล้ายกันนั้น จริงๆคล้ายกันจริงหรือเปล่า สำหรับคนในชุมชนแล้ว เป็นสมาชิกกี่กลุ่ม ที่สมัครเป็นสมาชิกอยู่หลายกลุ่มเพราะอะไร ฯลฯ
ถ้าอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ชัดๆ (มีข้อมูลสนับสนุน) ก็น่าจะดีค่ะ และคงเป็นประโยชน์ในการเคลื่อนงานต่อ
บันทึกของน้องรัชมีประโยชน์ค่ะ จะติดตามอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ปัทคะ สำหรับข้อเสนอแนะดี ๆ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมกลุ่มของแต่ละคน จะนำข้อคิดไปหาคำตอบต่อไปคะ
ขอบคุณคะ
รัช