วันที่ 16 ก.ค.50 ในการประชุม "สมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 6" เรื่อง "ประเด็นอุบัติใหม่ที่ต้องใช้วิทยาศาสตณ์และเทคโนโลยี" ช่วงบ่าย (13.30 - 15.15 น.) เป็นการะดมความคิดกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม เพื่อตอบโจทย์หรือคำถาม "ว&ท จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้อย่างไร" โดยที่ห้องแรก เป็นเรื่อง "วิถีชีวิตอุบัติใหม่" (Emerging Lifestyles) ซึ่งเขามอบให้ผมเป็น "ประธานกลุ่ม"
แต่เอาเข้าจริง ๆ ทีมผู้จัดเขาคล้าย ๆ ยกให้ผมเป็นผู้จัดการ theme วิถีชีวิตอุบัติใหม่ นี้ไปเลย แปลกแท้ ๆ
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผมจึงเสนอต่อผู้จัดการประชุมว่า ห้องย่อยที่ 1 "วิถีชีวิตอุบัติใหม่" จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (sharing) ไม่ใช่อภิปราย (discussion) โดยจะเน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติหรือเรื่องราวของความสำเร็จ ในลักษณะของ success story sharing ไม่เน้นการอภิปรายเรื่องปัญหา แต่เน้นการเล่าเรื่อง (storytelling)
การประชุมแบบนี้ จบการประชุม คณะเลขานุการกิจของการประชุมจะได้แนวทางดำเนินการ ไม่ใช่ได้ข้อคิดเห็นทางวิชาการหรือไม่รวบรวมคำบ่น
โจทย์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องที่ 1 คือ "ว&ท จะเป็นเครื่องมือสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามในคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร"
กล่าวด้วยถ้อยคำเชิงลบ ก็ตามหัวข้อบันทึกนั่นแหละครับ "เราจะช่วยกันสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เยาวชน (และคนไทยทั้งมวล) ในอนาคต จะไม่เป็นโรคขี้โมโห ได้อย่างไร"
ที่จริงอดีตนางสาวไทยและครอบครัวก็มีความทุกข์จากเหตุการณ์ที่ลูกชายเจ้าโทสะ (ขับรถเบนซ์ไล่ชนคน จนมีคนตาย) ก่อขึ้นมากพออยู่แล้ว เราไม่ควรซ้ำเติมนะครับ ผมขออภัยที่เอาชื่อมาใช้เพื่อสะกิดใจผู้คนให้หันมาเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นใด ๆ ทั้งสิ้น
มองอีกมุมหนึ่ง เราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง "การใช้ ว&ท สร้าง EQ ของคนรุ่นใหม่" เน้นการสร้าง EQ ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่มองแค่เป็นคน ๆ
มองอีกมุมหนึ่ง เป็นการคุยกันเรื่องวิธีการใช้ ว&ท สร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจ (อารมณ์ของ) ผู้อื่น และเข้าใจ (อารมณ์ของ) ตนเอง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เน้นคำว่า "อยู่ร่วมกัน" ไม่ใช่เอาเปรียบกัน
มองอีกมุมหนึ่ง (เรื่องนี้มันมีอสงไขยมุมนะครับ) เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนวิธีการ "เชื่อมเครือข่ายใยประสาทในสมองคนไทยในอนาคต" ให้เป็นเครือข่ายใยประสาทของคนที่มีความสุขจากการได้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น จากการได้เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือผู้อื่น จากการเป็นผู้ให้ ไม่ใช่หาความสุขจากความสะใจ การเอาชนะ การทำร้ายผู้อื่น
มองจากด้านลบ เราจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการป้องกัน
- โรคโมโหร้าย
- โรคโลภมาก
- โรคไม่เห็นใจคนอื่น เห็นแก่ตัว
- โรครอไม่เป็น
- โรคมุ่งเสพ ไม่มุ่งสร้าง (สรรค์)
- ฯลฯ อีกหลากหลายโรค อันเกิดจาก ว&ท ในปัจจุบัน ถูก "กระแสหลัก" ของทุนนิยม บริโภคนิยม เอาไปใช้งานอย่างมีประสิทธิผล กระแสสังคมนิยม โลกนิยม ไม่มีพลัง ไม่มีการจัดการ เพื่อใช้ ว&ท ในการสร้าง "ซุปเปอร์แมน" ที่เสพ "เอ็นดอร์ฟิน" จากการทำความดีแก่ผู้อื่น
งานนี้จัดที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีครับ
ย้ำนะครับ ว่าในช่วงอภิปรายกลุ่มจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบที่ผู้เข้าร่วมประชุม "เล่าเรื่องความสำเร็จเล็ก ๆ" ในการดำเนินการใช้ ว&ท เป็นเครื่องมือสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามให้แก่เยาวชน เล่าสั้น ๆ คนละ 2 - 3 นาที ท่านจะเล่าตัวอย่างในครอบครัวก็ได้ แต่ในที่นี้เราเน้นการดำเนินการแบบ "มหายาน" คือเน้นการดำเนินการภาพใหญ่ของสังคม แต่เรื่องราวการดำเนินการเล็ก ๆ ก็สามารถชี้แนวทางของภาพใหญ่ได้
วิจารณ์ พานิช
6 ก.ค.50
อาจารย์คะ
โรคที่อาจารย์กล่าวไว้ในบันทึกล้วนเป็นโรคร้ายที่ทำลายทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรอบข้าง คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และตัวเขาเอง
รักษายาก และบางคนอาจสายเกินไปที่จะเยียวยา
การป้องกันอย่างที่อาจารย์ว่าจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ว่าแต่...เราจะจัดการยังไงกับพาหะนำโรคด้วยล่ะคะ เพราะบางทีพาหะก็ไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ
“เวลา” เป็น “ประเด็นอุบัติใหม่”
งานต่าง ๆ ที่ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ เช่น การต้องกรอกแบบฟอร์มตามระเบียบ ควรต้องเก็บ “ภาษีเวลา” ที่แพงกว่าภาษีในรูปเงิน “เวลา” จึงถือเป็น “ประเด็นอุบัติใหม่” เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความชั่วร้ายนั้นมักเกาะกระแสโลกาภิวัตน์เร็วกว่าความดี
Alvin/Heidi Toffler เสนอว่าชีวิตในอนาคต ควรลงทุนลงเวลาไปกับการสร้างมูลค่าในระบบ “เศรษฐกิจไร้รูป (intangible economy)” เช่น การสอนเด็กที่บ้านให้รู้จักสุขนิสัย สอนวิธีพูดภาษามนุษย์ สอนให้มีวินัย และรู้จักมารยาททางสังคมตลอดจนความอดกลั้น เป็นต้น
ปัจจุบันร้อยละ 60 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากบริษัทในยุคอุตสาหกรรมเก่า มาจากเศรษฐกิจไร้รูป ซึ่งจะเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ในเศรษฐกิจใหม่ในอนาคต
พ่อแม่เป็นทุกข์อยู่แล้ว เรื่องความไม่ปกติของลูก ยิ่งเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง ที่ลูกสร้างขึ้นยิ่งเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก บางครั้งคนเราเมื่อเครียดมากจนไม่สามารถสะกดอารมณ์ตัวเองได้ ก็เกิดอาการหลุด Id ออกมาคิดแล้วน่าสงสารทุกฝ่าย