แล้วอยู่ๆแขนขวาก็ยกไม่ขึ้น.....

ตอนแรกก็เดาสาเหตุไปสารพัดเป็นเพราะนอนหนุนแขนหรือเปล่า แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นนอนหงาย เอามือวางไว้บนท้อง ตื่นเช้าขึ้นมามือทั้งสองชา ต้องค่อยๆกระดิกทีละนี้ว กว่าจะขยับมือได้...

ตอนเย็นจึงไปหาหมอจับเส้น ตอนนวดก็ดีอยู่หรอก แต่พอตื่นเช้าขึ้นมา มือจะอยู่ในลักลักษณะเดิม คือถ้านอนเหยียดมือ จะคู้แขนไม่ได้ต้องค่อยๆงอแขน ถ้านอนงอแขนตื่นเช้าจะยืดแขนไม่ออก ต้องค่อยๆเหยียด

เวลายืดแขนตรงๆจะรู้สึกร้าวในกระดูก ปวดมาก ปวดจนต้องหัวเราะ(อายุเยอะแล้วร้องไม่ออก)

เมื่อเห็นว่ารักษากับหมอจับเส้นไม่เป็นผล จึงไปหาหมอกระดูกที่คลีหนิก หมอบอกว่าเป็นพังผืดที่ไหล่ ต้องฉีดยาเพื่อละลายพังผืดแล้วให้ยาแก้ปวดและยาป้องกันกระเพาะอักเสพ และบอกว่า เจ็ดวันนี้ปวดมากหน่อย หลังจากนั้นจะดีขึ้น

เจ็ดวันที่แสนทรมาน เพราะต้องนอนหงายท่าเดียว ตะแคงซ้าย ตะแคงขวาก็ไม่ได้ ตะแคงซ้ายจะรู้สึกชา-ตะแคงขวาต้องหัวเราะ(เจ็บร้าวกระดูก

นึกถึงพระสูตรที่เป็นบทสวดสองสูตร พระสูตรแรกเรียกว่าสามภาณ (โพชฌงคสูตร)บทสวดที่สองเรียกว่า คิรามานันทสูตร ทั้งสองสูตรนี้ถือกันว่า ถ้าได้สวดสาธยายหรือนิมนต์พระมาส่วดสาธยายจะช่วยให้หายป่วย ยิ่งรู้ความหมายแล้วปฏิบัติตามคำสอนในพระสูตรยิ่งมีผลชงัดนัก 

สามภานแบ่งเป้นพระสูตรเล็กๆสามพระสูตร พระสูตรแรกของสามภาณเริ่มอารัมภบทว่า พระมหากัสสปะอาพาธหนัก(ป่วยหนัก) พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมแล้วตรัสถามว่า "กัสสปะ พออดทนทนได้มั้ย พอให้เป็นไปได้มั้ย(คิดว่าจะรอดหรือเปล่า) ทุกขเวทนาทุเลาลงบ้างหรือทรุดหนัก ความทุเลาปรากฏหรือความทรุดหนักปรากฏแก่ท่าน"

พระมหากัสสปะกราบทูลว่า "อดทนไม่ไหวพระพุทธเจ้าข้า คงจะไปไม่รอด ทุกขเวทนาหนักเหลือเกิน ไม่ทุเลาเลย ความทรุดหนักปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า ความทุเลาไม่ปรากฏเลย"

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "กัสสปะ โพชฌงค์เจ็ด เหล่านี้ ตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว อันบุคคลอบรม กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อพระนิพพาน คือ

สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เมื่อพระพุทธเจ้าตร้สสาธยายจบ พระมหากัสสปะหายจากอาพาธ

อีกพระสูตรหนึ่งกล่าวถึงพระมหาโมคคัลลานะอาพาธหนัก พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม หลังจากตรัสถามถึงอาการแล้วตรัสโพชฌงค์เจ็ดเมื่อพระพุทธเจ้าตร้สสาธยายจบ พระมหาโมคคัลลานะหายจากอาพาธ

อีกพระสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงอาพาธหนัก(ประชวร) พระมหาจุนทะเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสให้พระมหาจุนทะสวดโพชฌงค์เจ็ด เมื่อพระมหาจุนทะสวดจบ พระพุทเจ้าหายจากอาพาธ

คิริมานันทสูตร กล่าวถึงพระคิริมานันท์อาพาธหนัก พระอานนท์จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลอาราธนาใก้พระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระคิริมานันท์ เพื่ออนุเคราะห์แก่พระคิริมานันท์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อานนท์ ถ้าหากเธอเข้าไปหาพระคิริมานันท์แล้วพึงสวดสาธยายสัญญา ๑๐ ประการ การที่อาพาธนั้นของพระคิริมานันท์ จะพึงสงบระงับไป โดยฐานะ เพราะการสดับสัญญา ๑๐ เป็นฐานะที่จะมีได้แน่ แล้วพระองค์ก็ตรัสสัญญา ๑๐ คือ

อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา สัพพโลเก อนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา อานาปานสติ

จากนั้นจึงมีพุทธาธิบายสัญญาทั้ง ๑๐ ประการ พระอานนท์จึงเรียนสัญญา ๑๐ แล้วไปสาธายายให้พระคิริมานันท์ฟัง  พระคิริมานันท์จึงหายจากอาพาธ

ผู้เขียนจึงสวดสาธยายพระสูตรทั้งสอง พร้อมทั้งปฏิบัติไปตามพระสูตรก็พอทุเลา...ต่อมาหมอให้ฝึกกายภาพ โดยให้หายางเส้นที่เด็กใช้เล่นกระโดดยาง นำมาร้อยเข้าประมาณหนึ่งวา นำไปผูกไว้กับที่ใดที่หนึ่งแล้วขมวกเส้นยางให้ตึง เอาศอกแนบกับลำตัว แล้วออกแรงดึงเข้าหาลำตัว

จากนั้นให้หมุนตัวกลับ แล้วทำเหมือเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเป็นดึงแขนออกจากลำตัว ต้องทำทุกวันทั้งเช้าเย็น

ตอนนี้ โรคปวดไหล่ ไพล่มือกลับหลังไม่ได้ เป็นโรคที่ผู้คนเป็นกันมากหรือเรียกว่า โรคยอดนิยม โรคทันสมัย วันก่อนกลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้านเกิด โยมแม่ก็บ่นเรื่องปวดไหล่ให้ฟัง โยมพี่สาวก็เป็นมากถึงกับยกแขนไม่ขึ้น...

 ใครเป็นโรคนี้ ต้องรู้จักทำใจไม่ให้ป่วยไปตามร่างกาย ร่างกายนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอ เราเพียงปฏิบัติตามหมอแนะนำ แต่จิตใจเราต้องหาวิธีรักษาเอง ทำอย่างไรจึงไม่เครียดกับโรคที่เกิดขึ้น หรือจะปฏิบัติตามพระสูตรที่ผู้เขียนกล่าวไว้คร่าวๆก็ดี...ขอให้มีความสุขและสุขภาพดีทุกคน