วันที่ ๒๘ มิ.ย. ๕๐ ผมไปฟัง รศ.ดร.
วีระศักดิ์ อุดมกิจเดช, รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอเรื่อง (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการถูกประเมินจากองค์กรนานาชาติ" และเสนอผลการจัดอันดับปี ๒๐๐๗ โดย Webometrics (www.webometrics.info)
๑๐ อันดับแรกของมหาวิทยาลัยในเอเซียอาคเนย์ มีดังนี้
มข. เป็นอันดับที่ ๑๑ จึงเติมมาให้ด้วย ใครสนใจรายละเอียดไปดูกันเองใน website ของเขานะครับ
เรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนี่ต้องฟังหูไว้หู ใช้วิจารณญาณให้ดีนะครับ ยิ่ง Webometrics ยิ่งมีความลำเอียง ๒ อย่าง คือ (๑) เอียงเข้าข้างมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ (๒) เป็นการวัดที่ใช้คะแนนความเด่น-ดังในอินเตอร์เน็ตเป็นใหญ่
แต่อย่างไรก็ตาม การจัดลำดับโดย Webometrics นี้ก็ใช้เป็นกระจกเงาส่องสำรวจตัวเองได้พอสมควร
ผมสำรวจประเทศไทย ตีความว่า ตาม Webometrics มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่อยู่ในข่ายเป็น Global Research University ได้แก่ จุฬา, มก., AIT, มช., มธ., มอ., มม., มข. ซึ่งถ้าเอาเกณฑ์จากผลงานวิจัย และจากการได้รับทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นอีก ๒-๓ มหาวิทยาลัย รวมเป็นประมาณ ๑๐ มหาวิทยาลัย
ผมมีความเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องมี World Class Research University จำนวนหนึ่ง (ไม่มาก) สำหรับทำหน้าที่เป็นประตูรับความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาประเทศ โดยที่จะต้องเป็นการเปิดรับแบบใหม่ แบบที่เราเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ โดยการวิจัยร่วมกัน ร่วมมือกัน ไม่ใช่แบบขอความช่วยเหลือ
เราจะต้องมีวิธีการผลักดันมหาวิทยาลัยที่แข็งแรง หรือเข้มแข็งในด้านนั้นๆ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ระบบ Higher Education Governance จะต้อง empower มหาวิทยาลัยแบบจำแนกแยกแยะเพื่อให้เกิดผลสูงสุดต่อบ้านเมือง ไม่ใช่จัดการแบบเฉลี่ยเท่ากันเนื่องจากไม่กล้าแยกแยะ หรือคิดว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด การบริหารระบบอุดมศึกษาแบบจับมาอยู่ในระเบียบและวิธีการสนับสนุนแบบเดียวกันหมด จะก่อหายนะแก่ประเทศในระยะยาว ระบบปัญญาของสังคมจะตีบตัน จะตามไม่ทันโลก มหาวิทยาลัยที่จ่อสภาพการเป็น World Class Research University จะถูกดึงให้ล้าหลัง
มหาวิทยาลัยเหล่านี้จะต้องพัฒนา Global Mentality, Global Research Culture แต่มีเป้าทำคุณประโยชน์แก่สังคมไทยเป็นหลัก
นี่คือข้อคิดคำนึงจากกระจกส่องโดยระบบ World University Ranking
วิจารณ์ พานิช
๒๙ มิ.ย. ๕๐