"ฤาษีขี่เต่า" เสนองบรายจ่ายปี 51 วงเงิน 1.66 ล้านล้านบาท ระบุเป็นงบพอเพียงยึดหลักธรรมาภิบาล "สนช." ถล่มเละ ชี้ไม่ต่างจากยุค "ทรราชครองเมือง" ตั้งงบกลางสูงถึง 2.4 แสนล้านบาท "สงค์" เตือนระวังเครื่องยนต์เศรษฐกิจดับ ชี้ "งบอยู่ดีมีสุข" ของมหาดไทยถอดแบบ "งบผู้ว่าฯ ซีอีโอ" ถกนาน 11 ช.ม. ลงมติ 137 เสียงรับหลักการ "อนุพงษ์" ยันจัดซื้อยานเกราะหุ้มยางไร้ข้อครหา ทอ.โอดต้องรอเครื่องตกหมดก่อนหรือถึงซื้อฝูงบินใหม่ ยอมหั่นแผนช็อปเหลือแค่ 6 ลำแทน 12 ลำที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 วงเงิน 1,660,000 ล้านบาทพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแถลงถึงหลักการและเหตุผลการจัดทำงบประมาณปี 2551 ว่ารัฐบาลกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,660,000 ล้านบาท เป็นการขาดดุลงบประมาณ 165,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่อง และสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายในปัจจุบันของรัฐบาลที่มีอยู่จริง โดยคำนึงถึงการรักษาวินัยทางการคลัง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญพล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า งบประมาณ พ.ศ. 2551 รัฐบาลประมาณการว่าจะจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,560,000 ล้านบาท และเมื่อหักการจัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว จะคงเหลือ 1,495,000 ล้านบาทในการบริหารจัดการด้านรายจ่าย ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการนำแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักบริหารงบประมาณรายจ่าย โดยยึดหลักของความโปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รวมทั้งการปรับพื้นฐานการพัฒนาเพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว คือ 1.สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน 2.การจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นโดยเร็ว 3.การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสมานฉันท์บนพื้นฐานของกฎหมาย และ 4.เน้นการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะปรับแนวทางการพัฒนาประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันที่ดีใน 3 ภาคส่วนที่สำคัญ คือ ภาคเศรษฐกิจฐานราก ภาคอุตสาหกรรม และภาคโครงสร้างพื้นฐาน "รัฐบาล ได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรวม 6 ยุทธศาสตร์ กับ 1 รายการ โดยกระผมและรัฐมนตรีตระหนักเสมอว่าเป็นรัฐบาลชั่วคราว และมีช่วงเวลาในการบริหารราชการแผ่นดินที่จำกัด จึงจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้บนพื้นฐานการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทุกด้าน โดยคำนึงถึงประโยชน์สุขที่จะตกสู่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นสำคัญ" นายกรัฐมนตรีกล่าวจากนั้นนายมีชัยได้หารือที่ประชุม เพื่อกำหนดเวลาผู้อภิปรายคนละ 15 นาที โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. อภิปรายเป็นคนแรกว่า การตั้งประมาณการรายได้ในปี 2551 ไว้ 1.66 ล้านล้านบาท เพื่อให้อัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 7.5% เป็นไปได้ยาก ไม่เช่นนั้นจะเพิ่มภาระและสร้างวิกฤติด้านการคลังและภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ที่ผ่านมามักจะได้ยินคนในรัฐบาลบอกว่า เศรษฐกิจและพื้นฐานเศรษฐกิจยังดีอยู่ ที่เป็นปัญหาเกิดจากสาเหตุการเมืองเป็นอุปสรรค แต่หากดูดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจแล้วจะพบว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองเท่าไหร่ แต่เกิดจากการบริหารทางฝ่ายรัฐบาล หากเปรียบเศรษฐกิจเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ คือเรื่องการค้า การลงทุน การบริโภค และการท่องเที่ยว แต่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินเครื่องยนต์เพียง 2 สูบเท่านั้น รัฐบาลต้องทบทวน จะปล่อยให้เครื่องยนต์เดิน 2 สูบไม่ได้ เพราะโอกาสที่เครื่องยนต์จะดับเป็นไปได้สูง" น.ต.ประสงค์กล่าวน.ต.ประสงค์กล่าวอีกว่า งบกลางเป็นงบที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อใช้จ่ายตามอำเภอใจ ตรวจสอบทันทีไม่ได้ โดยก่อนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งงบไว้น้อย พอยุค พ.ต.ท.ทักษิณในปี 2548 ตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท และปี 2549 ตั้งไว้ 200,000 ล้านบาท พอปี 2550 รัฐบาลชุดนี้ตั้งไว้ 197,650 ล้านบาท ส่วนปีนี้ 245,000 ล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียด ซึ่งสภาจะติติงอะไรรัฐบาลควรรับฟัง เพื่อความเป็นธรรมกับประชาชนที่เสียภาษี โดย สนช. ต้องช่วยทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนให้มาใช้จ่ายนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่รัฐบาลประกาศอย่างองอาจว่า ได้ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณรายจ่าย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดก็ยิ่งผิดหวัง เพราะไม่ได้แตกต่างไปจากงบประมาณในปีที่ผ่านมา อย่างงบกลางที่ตั้งไว้จำนวน 2.45 แสนล้านบาท ไม่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ แต่ไปหยิบบรรทัดฐานเก่าของการทำงบประมาณแบบไม่มีใครตรวจสอบได้ของรัฐบาลชุดที่แล้วมา "โดยสรุปแล้วไม่ได้ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัย แต่เป็นการ
จัดสรรงบประมาณจากฐานเดิม ๆ ในบางส่วนยังลอกแบบความผิดพลาดและไม่เหมาะสมจากรัฐบาลที่แล้วอีก สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่ทันการณ์ ปล่อยปละให้ปัญหาลุกลาม จนต้องเลยตามเลยในทำนองกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" นายคำนูณกล่าว และว่า ประเด็นที่ติดใจที่สุด คือรายการการผูกพันงบประมาณข้ามปี ที่เริ่มในงบประมาณ 2551 คิดเป็นวงเงินรวม 9.3 หมื่นล้านบาทขณะที่นายประพันธ์ คูณมี สมาชิก สนช. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจัดตั้งงบกลางไว้สูงกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วจำนวนมาก เพราะรัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้อยู่ใช้งบเอง แต่ให้รัฐบาลใหม่ใช้แทน จึงไม่จำเป็นต้องตั้งเอาไว้สูง และในอดีตก็เคยมีการตำหนิรัฐบาลเก่า ที่มีการจัดสรรงบดังกล่าวเอาไว้มากนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าถึงการตั้งงบแก้ไขปัญหาความยากจนจำนวนประมาณ 6,000 ล้านบาท ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับที่ 2 แต่กลับจัดเป็นอันดับที่ 5 นอกจากนั้น ที่ผ่านมาจะพบว่าแม้จะมีการกระตุ้นให้เบิกจ่ายงบประมาณ แต่ข้อเท็จจริงยังมีปัญหาการเบิกจ่ายอยู่ ส่วนงบกลางที่ตั้งไว้จำนวน 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบประมาณปี 2550 ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง ควรจะนำงบจากส่วนนี้ไปไว้ในงบลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุดด้านนายอรรคพล สรสุชาติ สมาชิก สนช. กล่าวว่า ผิดหวังกับรัฐบาล เพราะคิดว่าทำอะไรได้มากกว่านี้ เพราะงบประมาณปี 2551 เหมือนจับฉ่ายไม่มีอะไรที่ชัดเจน เอาให้รับประทานเพียงแค่อิ่มเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้สารอาหารอะไรเลย เป็นยุทธศาสตร์การนำงบประจำของแต่ละกระทรวงมายำรวมกัน ไม่ใช่การจัดสรรงบตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอย่างแท้จริง ทั้งที่งบประมาณต้องเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร และเป็นเหมือนเสาไฟ ที่ใช้ส่องแสงสว่างให้รัฐบาลที่จะใช้บริหาร แต่วันนี้รัฐบาลใช้เสาไฟเหมือนคนเมา เป็นคนเมาที่ยอมพิงเสาไฟเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มเท่านั้น การจัดงบประมาณก็เลยทำตามงานประจำ เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่ต่างจากรัฐบาลเลือกตั้งหรือมาจากรัฐบาลผสม เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นห่วงกระทรวงของตัวเอง จึงมีการตั้งงบประมาณเพื่อเอางบไปกองไว้ ไม่ได้มาจากยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางของประเทศเลย เพราะงบประมาณที่มีอยู่แตกฉานซ่านเซ็นไปหมด "งบยุทธศาสตร์โครงการอยู่ดีมีสุขที่รัฐบาลตั้งไว้ถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ความจริงไม่ใช่แค่นี้ เพราะมีเงินอยู่แล้วกว่า 5,000 ล้านบาท รวมทั้งรัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนชื่อโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยไม่เปลี่ยนวิธีการปฏิบัติ ซึ่งงบประมาณอยู่ดีมีสุขก็คืองบประมาณผู้ว่าฯ ซีอีโอ" นายอรรคพลกล่าว พล.อ.อ.วัลลภ มีสมทรัพย์ สมาชิก สนช. อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณกองทัพว่า งบประมาณด้านกลาโหมลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ไม่ใช่กองทัพไม่ต้องการ แต่ถูกตัดมาตลอด สิ่งที่คนไม่เข้าใจคือ คิดว่า งบกลาโหมเป็นงบการซื้ออาวุธทั้งหมด ซึ่งความจริงไม่ใช่ ยังมีภารกิจด้านการพัฒนา การช่วยเหลือประชาชน หรือการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ งบที่พัฒนากองทัพจริง ๆ มีประมาณ 4.97 หมื่นล้านบาท และไม่ได้เป็นจำนวนเต็ม แต่มีส่วนที่ผูกพันกับปีที่แล้วถึง 1.2 หมื่นล้านบาท ค่าซ่อมบำรุงอาวุธ 1.9 หมื่นล้านบาท ตัดยอดแล้วเป็นงบสำหรับซื้ออาวุธจริง ๆ เพียง 9.7 พันล้านบาทนายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงงบประมาณโครงการอยู่ดีมีสุข ที่ถูกมองว่าเหมือนงบผู้ว่าฯ ซีอีโอสมัยรัฐบาลเก่าว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะตั้งแต่เริ่มทำงาน งบผู้ว่าฯ ซีอีโอก็ถูกยกเลิกไป ซึ่งงบอยู่ดีมีสุขไม่ใช่งบของกระทรวง แต่เป็นงบรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับไปดำเนินการเพิ่มจากเดิม 5,000 ล้านบาท มาเป็น 15,000 ล้านบาท โดยใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ลงไปสู่ประชาชนเกือบ 100% และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทสำคัญ และเข้ามามีส่วนร่วม มั่นใจว่าจะไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงเหมือนในอดีตที่ผ่าน ๆ มานพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิก สนช. อภิปรายในส่วนของงบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาภาคใต้ว่า มี 2 กระทรวงที่ไม่ได้งบประมาณเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ ทั้งที่เกี่ยวพันมากที่สุด คือ 1.กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเดินทางไปมาหาสู่กับประเทศมาเลเซีย และ 2.กระทรวงแรงงาน ซึ่งแรงงานชาวไทยต้องหนีความไม่สงบไปทำงานในมาเลเซียจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าใบอนุญาตทำงานที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายใบละ 1.8 หมื่นบาท ซึ่งขอให้ตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือด้วย จากนั้นเวลา 19.15 น. นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ที่สมาชิกเป็นห่วงว่าการตั้งประมาณการรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยืนยันว่าจัดเก็บรายได้ได้จริง แม้สมาชิกหลายคนมองว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ความจริงเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ต่างชาติเชื่อมั่น ดูได้จากเงินที่ไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่ดัชนีสูงสุดในรอบ 10 ปี ส่วนงบกลางที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าตั้งไว้สูงมากนั้น ไม่ใช่ตั้งไว้ใช้อะไรก็ได้ แต่เป็นงบที่กระจายไปสู่ข้างล่างด้านนายโฆสิต ปั่นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรม ชี้แจงเกี่ยวกับ งบกลางว่า การตั้งงบกลางในปี 2551 จำนวน 2.45 แสนล้านบาท แม้ดูมาก แต่ถ้าพิจารณาทีละรายการทั้ง 16 รายการ จะเห็นว่าเป็นรายการที่มีพันธะอยู่แล้ว เช่น เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการลูกจ้างและพนักงานของรัฐ และบางรายการก็มีขอบเขตที่ชัดเจนพอสมควร เช่น ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ส่วนที่ยืดหยุ่นมากและสามารถนำไปใช้อะไรก็ได้มีเพียงรายการเดียว คือ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำเป็นที่ต้องสำรองไว้ และถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดหลังจาก สนช. ใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 11 ชั่วโมง ได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 137 คน งดออกเสียง 1 คน และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 45 คน ประกอบด้วย สัดส่วนของคณะรัฐมนตรีเสนอ 8 คน ได้แก่ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์, นายสมหมาย ภาษี, นายสันติ สาทิพย์พงษ์, นายอรัญ ธรรมโน, นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์, นายบัณฑูร สุภัควณิช, นางดวงสร วรฤทธิ์ และนายสมนึก พิมลเสถียร ในส่วนของ สนช. อีก 37 คน ได้แก่ นายวรัชย์ ชวพงศ์, นายพูลศักดิ์ อยู่ประเสริฐ, นายสังศิต พิริยะรังสรรค์, นายประพันธ์ คูณมี, นายวิทย์ รายนานนท์, นางมาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ, พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, นายสมโภชน์ กาญจนาภรณ์, นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช, นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์, นางทรงพล ทิมาศาสตร์, นายสุพัทธ์ พู่ผกา, พล.อ.ปรีชา โรจนเสน, นายพรชัย มาตังคสมบัติ, นายอำพล จินดาวัฒนะ, นางกงกฤช หิรัญกิจ, นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา, พล.อ.โสภณ ศีลพัฒน์, พล.ร.อ.วิชัย ยุวนางกูร, นายทวี สุรฤทธิกุล, นายวิษณุ เครืองาม, นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์, นายคำนูณ สิทธิสมาน, นายอรรคพล สรสุชาติ, นายเชนทร์ วิพัฒน์บวรวงศ์, นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย, นายตวง อันทะไชย, นายสมชาย สกุลสุรรัตน์, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ, นายวันชัย ศิริชนะ, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล, ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา, นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ, นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ, คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม และ พล.อ.สุรพล ชินะจิตร ซึ่งกำหนดพิจารณาแปรญัตติภายใน 15 วัน ทางด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงโครงการจัดหายานเกราะล้อยางประจำการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ว่า การจัดซื้อเป็นงบประมาณผูกพัน 3 ปี ซึ่งได้รับการอนุมัติตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะผู้ที่เสียผลประโยชน์ก็อาจโจมตีบ้างก็แล้ว แต่โครงการดังกล่าวมีคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ รถที่ดีกว่านี้ หรือแพงกว่านี้ก็มี แต่คำว่าดีคืออย่างไร อาจจะมีเนี้ยบสวยกว่า แต่ถ้ารบกันจะเลือกรถ ที่ดีที่สุดและได้ผลประโยชน์ดีที่สุด และไม่มีใครได้ผลประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการฯ รับรองได้ ส่วนการที่มีคน ไปเรียกร้องที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าการจัดซื้อไม่โปร่งใส ผช.ผบ.ทบ.กล่าวว่า ก็ต้องให้เขาว่าไปเอง แต่เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นประมูล และทั้งหมดก็ยังไม่ได้มีการประมูลทั้งสิ้น ทั้งนี้ การจัดซื้อจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ (กมย.) กองทัพบก ซึ่งทาง กมย.ก็พิจารณาแล้วก็รับได้ แต่ขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการประมูลทั้งสิ้น ใครจะประมูลก็ไปว่ากันเอง ถ้าใครบอกว่ารถเก่า ก็ให้บริษัทฟ้องร้องกันเอง แต่เราไม่ซื้อรถเก่าแน่นอนด้าน พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ โฆษกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศว่า กองทัพอากาศจำเป็นที่จะขอซื้อเครื่องบินขับไล่ทดแทนเครื่องบินขับไล่เอฟ 5 อี ที่ประจำการมาเกือบ 40 ปี และจะปลดประจำการประมาณปี 2553-2554 จึงได้จัดทำแผนขึ้นมาเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 อี "กองทัพอากาศตั้งงบประมาณไว้ 3.4 หมื่นล้านบาท ซื้อเครื่องบินขับไล่ จำนวน 1 ฝูง (12 ลำ) ซึ่งหากจัดซื้อเป็นงบประมาณผูกพันในปี 2551-2555 คงเป็นไปไม่ได้ มันมากเกินไป แม้ว่าจะผูกพัน 5 ปี ปีละ 7,000 ล้านบาทก็สูงเกิน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้งบประมาณดังกล่าวไปจัดซื้อ เรื่องนี้คณะกรรมการกลั่นกรองในระดับของรัฐบาล ได้ประชุมกัน และให้กองทัพอากาศเสนอของบประมาณในการจัดซื้อในปี 2552 เพราะในปี 2551 คงทำไม่ได้" พล.ท.พิชษณุโฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวต่อว่า กองทัพอากาศต้องชี้แจงกับ พล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องจากงบสูงมาก ทั้งนี้นายกฯ ได้รับฟังคำชี้แจงจาก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศแล้ว ซึ่งนายกฯ ก็บอกว่างบสูงเกินไป คงต้องลดจำนวนเครื่องลง ซึ่งหากจำเป็นก็ขอให้ลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่ง 1 ฝูง มีจำนวน 12 ลำ ก็เหลือแค่ 6 ลำ โดยใช้งบประมาณผูกพัน 5 ปี "กองทัพอากาศกำลังปรับแผนใหม่เพื่อขอซื้อเครื่องบินเพียง 6 ลำก่อน เพื่อให้งบลดลงมาแล้ว ก็จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างช้าประมาณปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนสิงหาคมนี้" พล.ท.พิชษณุกล่าว และว่า ต้องเห็นใจกองทัพอากาศ เพราะเครื่องบินขับไล่ที่มีอยู่เกือบ 40 ปีแล้ว หากใช้ต่อไปและเครื่องบินเกิดขัดข้องตกลงมาก็จะทำให้นักบินเสียชีวิตไปด้วย หากจะใจเย็นรอให้เครื่องบินตกให้หมดเสียก่อนมันเป็นไปไม่ได้ หรือจะรอให้ปลดประจำการในปี 2554 กองทัพอากาศก็จะจัดซื้อไม่ทันพล.ท.พิชษณุกล่าวด้วยว่า หากเราไม่จัดเครื่องบินมาประจำการ จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพของประเทศ เพราะเครื่องบินขับไล่เป็นเขี้ยวเล็บสำคัญที่ดูแลน่านฟ้าของประเทศ เพราะการจะปกป้องอธิปไตยของไทย จะต้องใช้มาตรการแรกคือของกองทัพอากาศที่จะลาดตระเวนน่านฟ้า และปกป้องไม่ให้ข้าศึกรุกล้ำเข้ามาในประเทศ แม้ว่าจะไม่มีศัตรูเกิดขึ้นมา เรื่องนี้ถือเป็นศักยภาพของกองทัพที่เป็นมาตรการในการป้องปราม แต่ถ้าเราอ่อนกำลังลงและมีอาวุธที่ล้าสมัย ต่อไปจะถูกประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูงกว่ารังแกเอาเปรียบได้ เราก็ไม่มีปากเสียง ที่จะไปต่อสู้กับเขาได้ ซึ่งมันจะเป็นปัญหาตามมา <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">นายโฆสิตกล่าวถึงการแก้ไขโครงการจัดซื้อยุทธโธปกรณ์ ซึ่งเกรงว่าจะเป็นภาระผูกพันในงบประมาณระยะยาวว่า ตัวเลขที่เสนอในงบประมาณรายปี 2551 เป็นที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย เพราะไม่มีใครที่จะได้ตามใจ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าใจว่าในแต่ละกองทัพต้องมีแผนงานของเขา รัฐบาล ต้องมาดูว่าภารกิจนั้น ๆ รัฐบาลจะสามารถสนับสนุนทางการเงินได้เท่าไรในแต่ละด้าน และการจัดสรรงบด้านความมั่นคงก็จะต้องเป็นไปตามกรอบความสามารถทางการเงินด้วย "การจัดสรรงบประมาณ จัดให้ตรงกับภาวะ ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งเวลานี้มีหลายเรื่องที่เรามีความจำเป็นต้องใช้ เช่น การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การจัดการเลือกตั้ง การกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องเหล่านี้ต้องการงบประจำทั้งสิ้น" นายโฆสิตกล่าว</p> ไทยโพสต์ แนวหน้า สยามรัฐ โพสต์ทูเดย์ 5 ก.ค. 50
ซัดงบกลาง 2.4 แสนล. ไม่ต่างจากยุคทรราช
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นายไข่เคว็ด บ้านโคกหม้อ · 5 ก.ค. 2550
parn · 5 ก.ค. 2550
นาย ปริญญา มณีนพ · 5 ก.ค. 2550
I'm ao · 5 ก.ค. 2550
Keen · 5 ก.ค. 2550