ไม่เป็นไร...เราช่วยกัน..

        พ่อลาบอรีย้ายไปประจำที่วัดคาทอลิกพิจิตรผู้ย้ายมาแทนคือพ่อวินัย วิเศษเธียรกุล เป็นพ่อคนไทย อายุยังน้อย ไฟแรง มีความตั้งใจในการทำงานมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่มีความเป็นไทย ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ภาคเรียนที่ 2 ครูใหญ่ลาออกคุณพ่อวินัยแต่งตั้งข้าพเจ้าเป็นครูใหญ่ โดยวันที่คุณพ่อเชิญไปพบข้าพเจ้าได้เรียนกับคุณพ่อว่า จุดอ่อนของข้าพเจ้าคือความคิดสร้างสรรค์  พ่อวินัยบอกว่า “ไม่เป็นไร เราช่วยกัน” จึงทำให้ข้าพเจ้าตกลงรับตำแหน่ง ผลงานของพ่อวินัยที่ยังปรากฏให้เห็นถึงวันนี้ได้แก่ อาคารเซนต์แมรีย์ อาคารเซนต์ยอแซฟ  ด้านการบริหารก็ได้แต่งตั้งผู้ช่วยครูใหญ่เพิ่ม 4 คนจากเดิมคนเดียว ช่วยกันบริหารโดยมีการประชุมผู้บริหารทุกวันศุกร์หลังเลิกเรียน เวลาเลิกประมาณ 3 ทุ่มหรือบางวันก็อาจเลยไปบ้างดึกมากสุดก็เที่ยงคืน แต่ทุกคนก็ยินดี พวกเราทุกคนมีบ้านพักอยู่รอบ ๆ โรงเรียนข้าพเจ้าไกลสุดราว 800 เมตร ทุกคนต่างอยู่ในวัยหนุ่มสาวกำลังฟิตเต็มที่  โรงเรียนเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้ปกครองและได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่อาคารเรียนทั้งสองหลังสร้างเสร็จ จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ริเริ่มการสอบคัดเลือกนักเรียนทุกชั้น เน้นความมีระเบียบวินัยทั้งคุณครูและนักเรียน ขณะที่พวกเรากำลังสนุกกับงานก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นคือในเช้าวันที่ 26 เมษายน 2531 ได้ทราบข่าวว่าพ่อวินัยได้มรณภาพที่บ้านพัก นำความเศร้าโศกสลดมาสู่พวกเราทุกคนในยุคของพ่อวินัยข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ชีวิตเป็นผู้บริหารในตำแหน่งครูใหญ่                      พ่อไพฑูรย์ หอมจินดา ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มาประจำที่เซนต์นิโกลาสแทนคุณพ่อวินัย การทำงานของพ่อไพฑูรย์ เป็นนักบริหารมืออาชีพ เป็นนักพูด นักเทศน์ นักประชาสัมพันธ์ นักพัฒนา นักสังคมสงเคราะห์ นักการศาสนา นักสวัสดิการ นักประชาธิปไตย นักการประชุม และอีกมากมายที่อยู่ในตัวและถ่ายทอดให้แก่ผู้ร่วมงาน 12 ปีร่วมบริหารกับคุณพ่อได้รับประสบการณ์การบริหารจากท่านมากมาย เป็นการต่อยอดความสามารถในการบริหาร การบริหารในยุคนี้จะยึดหลักการ ยึดมติการประชุม มากกว่ายึดตัวบุคคล เคารพในมติการประชุมเป็นสำคัญ