ในสมัยก่อนที่จะมีโรงพยาบาลแบบตะวันตกนั้นการคลอดลูกถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องมาจากการพยาบาลยังไม่มีระบบการดูแลรักษา และความปลอดภัยดีพอ หากผู้ทำคลอดไม่มีประสบการณ์หรือจัดการกับการทำคลอดไม่ดีแล้ว แม่หรือลูกอาจเสียชีวิตได้อันเนื่องมาจากการติดเชื่อต่าง ๆ นา ๆ  เมื่อรอดมาได้ทารกก็ยังต้องเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ เพราะยังไม่มีระบบวัคซีนภูมิคุ้มกันดั้งนั้นคนไทยจึงมีกุศโลบายความเชื่อเรื่องแม่ซื้อ เพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจแก่แม่และญาติ โดยมีความหวังว่าลูกจะมีชีวิตรอดได้หากปฏิบัติดีพลีถูก นั่นเอง

ในหนังสือ "ชุมนุมพระนิพนธ์" พระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องแม่ซื้อไว้ว่า คติเรื่องแม่ซื้อ ทรงได้เคยพบในบทเสภาตอนขุนช้างเกิด มีการแสดงถึงความเชื่อว่าก่อนที่มนุษย์ที่จะเกิดขึ้นนั้น  ผีจะปั้นรูปขึ้นอย่างปั้นหุ่นก่อนแล้วหาวิญญาณใส่เข้าไปในหุ่นแล้วมามาใส่ให้เข้ามาสู่ครรถ์มารดา  เชื่อว่าแต่โบราณหากทารกเมื่อคลอดใหม่มักตายภายใน 3 วัน เชื่อกันว่า เป็นเพราะผีปั้นหุ่นเห็นทารกรูปงามชอบใจจึงอยากจะเอาไปเลี้ยงซะเอง  จึงทำให้เด็กกลับไปเป็นผีอีกครั้งหนึ่ง 

มูลเหตุนี้เองจึงให้มีการป้องกันมิให้ผีเอาทารกกลับคืน  บ้างเอาสายสิญจน์มาล้อมบ้าน  บ้างเอาผ้ายันต์ปิดที่ประตูห้อง โดยเฉพาะการประกอบอุบายเอาเด็กใส่กระด้งร่อน แล้วร้องถามว่า  "สามวันลูกผี  สี่วันลูกคน  ลูกของใครมารับไปชม" เป็นการลวงให้ผีเข้าใจว่าทารกไม่น่าชม ไม่ได้งามถึงขนาดที่แม่ผู้ให้กำเนิดยังไม่ชอบ  จะมีผู้อื่นทำทีรับซื้อทารกด้วยเบี้ย 32 เบี้ย  ผู้รับซื้อนั้นก็คือ "แม่ซื้อ"  และเรียกว่าแม่ซื้อตามกันมา  

ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า อุบายที่ลวงให้ผีรังเกียจมีหลายอย่าง เช่น  ชมว่าน่าชัง ตลอดจนให้ชื่อทารกว่า "เหม็น"  ตั้งชื่อเป็นสัตว์บ้างเช่น  "กบ"  "เขียด"  เป็นต้น  อีกหนึ่งอุบายคือสาดข้าวข้ามหลังคาให้ผี  หวังผูกไมตรีจิตกับผีด้วยการเซ่นสรวงนั่นเอง

ที่มา  :  ชุมนุมพระนิพนธ์

ของ  :  สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เรียบเรียง  :  วาทิน ศานติ์ สันติ