ผมเป็นคนที่มีความเชื่อว่ามิติทางจิตวิญญาณกับชีวิตทางโลกเป็นของคู่กัน     เป็นสิ่งเดียวกัน     หรือมิติทางจิตวิญญาณช่วยให้ชีวิตทางโลกเป็น "ชีวิตที่อุดม" เต็มอิ่ม     หรือมองว่ามิติทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการมากับความเป็นมนุษย์      เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์     ถ้าสังคมมีวิธีส่งเสริมให้มิติทางจิตวิญญาณของผู้คนในสังคม เข้มแข็ง      สังคมนั้นก็จะมีสันติสุข

          ในขณะเดียวกัน ถ้าแต่ละบุคคลรู้จักวิธี "ออกกำลังจิต" (spiritual exercise)     มิติทางจิตวิญญาณของผู้นั้นก็จะเข้มแข็ง      ผมเคยไปสังเกตกิจกรรมโรงเรียนชาวนา ของมูลนิธิข้าวขวัญ ที่สุพรรณบุรี      ที่เขาเรียนรู้และจัดการความรู้ในการทำนาปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมี     และมีข้อสังเกตกับตนเองว่า ชาวนาที่บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ได้     ต้องเกิดการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณไปด้วยพร้อมๆ กัน     คือเกิดจิตใจที่มีความโลภน้อย  คิดถึงคนอื่น (ผู้บริโภค) มากขึ้น     มีความเมตตาเห็นอกเห็นใจ อยากให้คนอื่นได้กินข้าวที่ไม่มีสารพิษ เป็นต้น

          ผมมีข้อสังเกตว่า มิติทางจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของ "สัมมาทิฐิ" อยู่มากทีเดียว     ผมเคยประสบในชีวิตของตนเองว่า สัมมาทิฐิ ในหลายกรณี ถูกมองว่าคร่ำครึ ล้าหลัง     หรือแปลกไปจากวิถีทั่วไป     เช่น ผมเคยเห็นนักเรียนช่วยกันสร้างบรรยากาศว่าเพื่อนนักเรียนที่ไม่ให้เพื่อนดูกระดาษสอบเป็นคนเห็นแก่ตัว     และการทุจริตในการสอบเป็นเรื่องธรรมดา     นักเรียนที่ดีต้องร่วมมือกับเพื่อนในการทุจริตในการสอบ     ซึ่งเรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับประเพณีรับสินบน  หรือสินน้ำใจ ของข้าราชการในบางกรม     ข้าราชการคนไหนไม่รับ ถือเป็นแกะดำ     

           จะเห็นว่าในบางสังคม  มีการทำให้ "มิจฉาทิฐิ" เป็นวิธีปฏิบัติตามประเพณีนิยม     สภาพเช่นนี้ปรากฎอยู่ทั่วไป รุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง     เป็นส่วนหนึ่งของระดับคุณธรรมจริยธรรมในสังคม

          สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และจะไม่ยอมร่วมโบสถ์ด้วยอย่างเด็ดขาด     คือการทำงานสาธารณะ (ราชการ  การเมือง  เอ็นจีโอ) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนหรือพวกพ้อง     ยิ่งเข้าไปมีอำนาจ เพื่อจะได้ออกกฎออกระเบียบเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องของตนได้เปรียบอย่างที่คุณทักษิณทำ  ผมยิ่งไม่เอาด้วย  และจะหาทางคัดค้านเต็มที่

         ผมมองว่า เป็นการกระทำที่ทำลายศีลธรรมของสังคม   

วิจารณ์ พานิช
๒๓ มิ.ย. ๕๐