สหายระดับศีล
ศีล เป็นเครื่องแสดงแห่งปัญญา. ผู้มีปัญญาจึงมีศีล ผู้ไม่มีศีล ไม่นับว่ามีปัญญา.
ศีล คือการประพฤติปฏิบติอันดี อันเป็นธรรม. หากประพฤติปฏิบัติไม่ดี ไม่เป็นธรรม ก็เรียกว่า ทุศีล.
คนผู้มีศรัทธา คือ มีปัญญาในการกล่าวถ้อยคำ. แต่หากไม่อาจประพฤติตามธรรมอันดีที่ตนกล่าวได้ ก็นับได้ว่าเป็นปัญญาอันหยาบ คือ อำนวยผลเพียงใช้ในการกล่าวถ้อยคำอันยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่คนฟังเท่านั้น ทำคนฟังให้เกิดความยินดี แต่ไม่อำนวยผลในการประพฤติปฏิบัติตนของตนเอง คือ ไม่ยังคนผู้อยู่ร่วมด้วยให้ได้รับความยินดีด้วยการกระทำ.
สหายผู้เช่นนั้น ชื่อว่าเป็นสหายที่ดีแต่ปากพูด. เขาย่อมสามารถจะจำแนกแจกแจงได้หมด ว่าอะไรคือกุศล อะไรคืออกุศล อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ... เพราะเหตุทีอาศัยการฟังการอ่านมาก และการพิจารณาความหมายแห่งถ้อยคำที่ตนอ่านตนฟังมานั้นให้ยิ่งขึ้นไป. แต่เมื่อรู้แล้ว ไม่นำมาปฏิบัติ จึงปฏิบัติไม่ดี แต่ในคราวใดที่ได้พูด พูดดีนักหนา. จึงเรียกว่า ดีแต่พูด ไม่ดีที่ทำ.
การเลือกสหาย ไม่ใช่ว่าเราต้องการเพียงสหายที่ดีแต่พูด ที่แท้แล้ว เราต้องการสหายที่ทำดีด้วย. เพราะบางครั้งเราไม่พูด แต่เราทำ หากสหายไม่ทำด้วยกันให้ดี มันก็ไม่นับเป็นสหาย. เราอยากได้สหายที่ดี จึงต้องได้ตรวจสอบดูศีลคือพฤติกรรมอันดีของเขา.
ตรวจสอบอย่างไร? ด้วยการอยู่ร่วมกันนานๆ และสังเกต พิจารณาเทียบเคียงด้วยธรรม.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีลนั้นพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่เล็กน้อย มนสิการอยู่จึงจะรู้ ไม่มนสิการอยู่หารู้ไม่ คนมีปัญญาจึงจะรู้ คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน...คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร
บุคคลในโลกนี้ เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้มักทำศีลให้ขาด มักทำให้ทะลุ มักทำให้ด่าง มักทำให้พร้อย ตลอดกาลนานแล ไม่กระทำติดต่อไป ไม่ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นคนทุศีล หาใช่เป็นคนมีศีลไม่
อนึ่ง บุคคลในโลกนี้ เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้มีปรกติไม่ทำศีลให้ขาด ไม่ทำให้ทะลุ ไม่ทำให้ด่าง ไม่ทำให้พร้อย ตลอดกาลนาน มีปรกติทำติดต่อไป ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้มีศีล หาใช่เป็นผู้ทุศีล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน...คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4991&Z=5844
คนมีศีล จึงคบหากับคนมีศีล ไม่อาจจะอยู่คลุกคลีกับคนทุศีลได้. การที่เรายินดี เลือกเฟ้นสหาย ได้พบคนทุศีลแล้ว ไม่เพ่งพิศศีล กระทำอาการเหมือนตาบอดหรือพร่ามัว แล้วมองข้ามองค์คุณคือศีลไป สามารถอยู่ร่วมได้กับคนทุศีล ด้วยความยินดีว่านั่นเป็นสหายประเสริฐ. ก็ศีลนั่นล่ะ ย่อมประกาศเราไปด้วยว่า เราเป็นคนทุศีล มีปัญญาทราม แม้เลือกสหาย ก็ได้พบปะกับสหายที่ทรามปัญญาปานนั้น.
ธรรมชาติของตัณหา ย่อมใคร่ในสิ่งอันประเสริฐ ไม่ยินดีด้วยสิ่งอันเลว. แต่บุคคลก็ได้ในสิ่งอันเลวมา เพราะอาศัยความไม่เคารพในธรรมนั้นของตน เป็นไปตามอำนาจของกิเลสหนาเฉพาะหน้านั้นเกินประมาณ จนหูมืดตามัว ปัญญาบอดไป.
แม้ว่า จะได้สหายผู้มีศีลแล้ว แต่ว่า ศีลเอง ก็มียิ่งมีหย่อน เป็นไปโดยลำดับ น้อมเข้าสู่ความเป็นธรรม. การที่ได้สหายผู้มีศีลหย่อน เราก็จะหย่อนด้วย. การได้สหายผู้มีศีลอันเจริญ เราก็จะพลอยเจริญไปด้วย.
เมื่อคบหาสหาย ด้วยหมายความเจริญแก่ตน จึงพึงเลือกเฟ้นให้ดี.
การไม่ให้โอกาส การไม่อยู่ร่วมด้วย ไม่ทำกิจกรรมด้วย ย่อมไม่รู้จักศีล. เพราะอย่างนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนผู้จะไปเป็นสามีภริยาผู้รักใคร่กลมเกลียวกันโดยมาก ต้องได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำกิจกรรมต่างๆด้วยกัน จนกว่าจะลงใจได้ พึงพอใจในกำลังแห่งศีล จึงจะตกลงใจแต่งงาน. แต่หากแต่งงานโดยไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ อาศัยเพียงศรัทธาว่า สักวันหนึ่ง เขาจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้น แล้วก็จะได้ประสบแต่ความเสียใจ เพราะความทรามปัญญาของเราเอง.
มาดูลำดับต่อไปของศีลกันว่า ศีลนั้น เมื่อสืบต่อหนาแน่นขึ้น เจริญขึ้นแล้ว จะน้อมไปสู่สิ่งใด. เปรียบศรัทธาเหมือนเมล็ดพืชที่งอกใหม่ๆ.. เปรียบศีลด้วยต้นพื้นที่เจริญขึ้น ยืนต้นแล้ว แตกกิ่งก้านสาขา ร่มรื่นใจ.. ลำดับต่อไป จาคะ คือ ต้นไม้ที่ออกดอกแล้ว พร้อมจะให้ผลสำเร็จ นั่นเป็นลำดับต่อไปของศีล..
การได้สหายที่มีศีล แต่ไม่มีจาคะ ก็เหมือนการปลูกต้นไม้หวังผล แต่มันไม่ยอมออกแม้แต่ดอก อันเป็นเบื้องต้นของผล. แล้วผล คือ ปัญญา อันเป็นยอดแห่งรัตนะทั้งหลายนั้น จะเข้าถึงได้อย่างไร ด้วยการคบหาสหายนั้น.. การคบหาสหายอย่างนั้น ก็นับว่า เป็นหมันอยู่มาก. เพราะมันไม่นำไปสู่ผลอันเป็นที่สุด.
<p style="margin: 0cm 0cm 5pt; line-height: 127%" class="MsoNormal">
------------------------------------------------
๔. โสณทัณฑสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=09&A=2833&Z=3477
[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาองค์ ๒ นี้(คือปัญญากับศีล) ยกเสียองค์หนึ่งแล้วบุคคลผู้ประกอบด้วยองค์เพียง๑ อาจจะบัญญัติว่าเป็นพราหมณ์ได้หรือไม่ และเมื่อเขาจะกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ ก็พึงกล่าวได้โดยชอบ ทั้งไม่ต้องถึงมุสาวาทด้วย
พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนี้ไม่ได้ เพราะว่าปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ และศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น
ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้าฉะนั้น.
[๑๙๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้าฉะนั้น
ดูกรพราหมณ์ ศีลนั้นเป็นไฉน ปัญญานั้นเป็นไฉน
พราหมณ์โสณทัณฑะทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์มีความรู้เท่านี้เอง เมื่อเนื้อความมีเช่นไร ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งแด่พระโคดมผู้เจริญเองเถิด.</p><p style="margin: 0cm 0cm 5pt; line-height: 127%" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 5pt; line-height: 127%" class="MsoNormal"></p><p align="center">
</p><p></p>