วันที่ 30 มิถุนายน 2550
วันนี้เป็นวันเสาร์ เสาร์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ที่นี่ผมได้บันทึกรายรับและจ่ายทุกวัน (รายรับมีเดือนละครั้ง รายจ่ายมีทู๊กวัน) ผมมานั่งดูสถิติทุกสัปดาห์ พบว่าเสียเงินไปกับค่ากินเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ตกสัปดาห์ละ 35-70 เหรียญ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าได้กลับหาดใหญ่หรือไม่ หากได้กลับก็จะทุ่นค่ากินที่นี่อีกมาก ไปเสียที่หาดใหญ่แทน จึงไม่ลงบันทึกเอาไว้ ฮ่า ฮ่า ค่าโทรศัพท์ 10 เหรียญ ค่าเดินทาง 10-20 เหรียญ เลยพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง จากรายได้เดือนละ 1500 เหรียญ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อวานเป็นวันศุกร์สุดท้ายที่สุกี้จะทำงานที่ KKH เราจึงได้นั่งคุยกันในตอนเย็นใน Kopitiam เพื่อเป็นการอำลากันง่ายๆ มีเรื่องน่าประทับใจเรื่องหนึ่งที่สุกี้เล่าให้ผมฟัง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีนั้น สุกี้ได้คุยกับครูลี 2 คน ครูลีได้สอบถามถึงการทำงานของสุกี้ว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง และถามสุกี้เกี่ยวกับพวกผม ว่าสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ สุกี้เลยบอกไปว่า เขาทำงานกับผมมา 2 เดือน และคิดว่าผมสามารถทำงานได้ และน่าจะเป็น senior fellow ได้ ซึ่งครูลีตอบทันว่าเห็นด้วย เล่นเอาสุกี้ทนไม่ได้ ต้องบอกผมทันทีว่า She trust you เล่นเอาผมตัวพอง นอกจากนั้นยังได้คุยกันถึงเรื่องของอาร์ลีน fellow สาวฟิลิปปินส์ที่นับวันยิ่งจะมีปัญหาขึ้นทุกที แต่ทุกเรื่องนี้ครูลีรู้หมด พวกเราต้องอดทนต่อไป อีก 4 เดือนเองครับ (เจ้าแป้งถามผมทุกครั้งว่า อีกกี่สัปดาห์พ่อจะกลับบ้านถาวร นับถอยหลังไปเรื่อยๆก็เหลือ 16 สัปดาห์แล้วจ๊ะลูก) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้เป็นวันเสาร์ ผมนอนตีพุงไปจนถึง 8.30 น. รู้สึกว่าหิวจนทนไม่ไหว ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวแล้วซื้อนมกับฮอตดอกมากิน 1 ชิ้น แล้วนั่งเปิด internet เล่นไปเรื่อยๆจนกระทั่ง 11.30 น.จึงออกจากห้อง วันนี้เวลา 12.30 น. เรามีนัดกับ Jessica เธอส่ง SMS มาบอกพวกผมว่า จะมีนัดเลี้ยง JJ fellow ทุกคนที่ Rice Table restaurant ซึ่งเป็นร้านอาหารของอินโดนีเซีย อยู่แถวย่านถนน Orchard <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมนั่งรถบัสมาลงที่หน้าสถานทูตไทย (ซึ่งไม่เคยได้เข้าไปสักที) วันนี้เห็นเขามีงาน Thai Festival มีของขายมากมาย คาดว่าหลังกินเสร็จจะเดินมาเที่ยวสักหน่อย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กะว่าจะเดินไปให้ถึงร้าน เพราะว่าอยู่หลังห้าง Center Point ใกล้สถานีรถไฟฟ้า Somerset แต่ปรากฏว่าหลงทิศ ไม่ได้เอาแผนที่มาด้วย เลยลงไปในสถานีรถไฟฟ้า Orchard แทน เมื่อขึ้นมาจึงพบว่า แท้ที่จริงแล้วเดินตรงมาอีกหน่อยเดียวเอง สมน้ำหน้า ไม่รู้จักเตรียมตัวมาให้ดี เลยต้องเสียตังค์ค่ารถเพิ่มเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> มี fellow มาร่วมงานวันนี้ 9 คน เนื่องจากพี่โต้งและหนุ่มกับเมืองไทย และอีก 1 เวียดนามกลับบ้าน เพราะลูกคลอด เรากินอาหารอินโดนีเซียอย่างเมามันแต่ไม่อร่อยเท่าไหร่ ที่เมามันเพราะหิวครับ อาศัยวิญาณจระเข้ เพียงแป๊บเดียวก็หมด ปิดท้ายด้วยขนมหวาน เป็นลอดช่องสีเขียวโป๊ะหน้าด้วยทุเรียนปั่นแช่แข็ง ถ้วยนี้แหละที่อร่อยที่สุดในมื้อนี้ ที่นี่เราได้พบเพื่อนชาวเวียดนาม 2 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน อินโดนีเซีย 3 คน ทราบว่าในวันพรุ่งนี้จะมีหมอไทยจากธรรมศาสตร์มาเพิ่มอีก 1 คน เพื่อมาเรียน radio intervention ที่ SGH ที่เดียวกับพี่โต้งเลย แยกย้ายจากกันก็เหลือผม เท้ง เซี้ยงและชุงจากเวียดนาม เราเดินต่อไปที่สถานทูตซึ่งห่างออกไปราวๆ 1 กิโลเมตร ผมเริ่มมีอาการมึนๆเพราะว่าร้อนและเริ่มมีอาการปวดหัวเพราะว่าขาดกาแฟ เราตัดสินใจกันว่าจะไปหากินกันในงานในสถานทูต แต่เอาเข้าจริงๆกลับไม่มีขาย มีแต่เสื้อผ้า ส้มตำ และเหรียญจตุคามฯ เขาจัดงาน Thai Festival ในอาคารมีนิทรรศการเกี่ยวกับในหลวงของเรากับพระราชกรณียกิจ แต่ไม่ยักกะมีประวัติสถานทูตเหมือนกับที่แสดงที่ห้าง Vivo city ที่ผมกับพี่โต้งไปเดินเล่นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเลย น่าเสียดาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เราไปกินกาแฟกันข้างนอกครับ ร้านข้างทาง ร้อนชะมัด แต่ทำให้อาการปวดหัวของผมบรรเทาลงได้ จากตรงนี้เราตัดสินใจจะไปห้าง Mustafa ที่ Little India กัน เท้งแยกตัวกลับไปก่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ห้าง Mustafa เป็นห้างที่เปิด 24 ชั่วโมง มีคนมาจับจ่ายซื้อของมากมาย ผมสังเกตเห็นว่าราคาก็ไม่ได้ถูกไปกว่าที่อื่นเสียเท่าไหร่ บางรายการยังแพงกว่า FairPrice เสียด้วยซ้ำ แต่มีของมากจริงๆ ของมากเสียจนคนต้องเบียดกันเดิน เหนื่อยจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ออกจากห้าง ก็เดินไปชมวันฮินดูในย่านนี้กัน วัด Sri Veeramakaliamman ซึ่งเขาบูชาเทพเจ้ากาลี เราต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าเพื่อเข้าไปภายในวัด ซึ่งได้เห็นรูปปั้นเทวรูปมากมาย และคนจำนวนหนึ่งกำลังปฏิบัติศาสนกิจอยู่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ประมาณ 17.30 น. Jessica ก็ส่ง SMS เข้ามา บอกว่า วันนี้ที่ Botanic gardenมีงานแสดงกลางแจ้ง บน symphony stage ผมจึงชวนเท้งทันที เพราะว่ามันอยู่ใกล้ที่พักผม และคิดว่าน่าจะเป็นการแสดงที่ดี เพราะมีชื่อว่าแสดงบน symphony stage เสียด้วย เราจึงจับรถบัสไปทันที สงสัยได้ดูการแสดงดนตรีคลาสสิคแน่ๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อไปถึงที่ก็น่าประทับใจ เพราะว่ามีผู้คนจำนวนมากมาย มาจับจองที่นั่งบนเนินเขา เวทีอยู่ด้านล่างลงไป ดูสวยงามมาก ตอนนั้นยังไม่มีการแสดง ได้ยินแต่เสียงคนพูดทางไมโครโฟน เราสองคนจึงเดินไปหาน้ำกินกันก่อน จะได้ถือโอกาสชมสวนไปด้วย ก็น่าประทับใจในการสะสมต้นไม้โตๆเก็บไว้ในสวนอย่างมากมาย เมื่อเรากลับมาก็ยังไม่เห็นมีการแสดงเพิ่มเติม ผมรู้ในตอนนั้นว่า น่าจะเป็นหนังกลางแปลงครับ เพียงแต่จอมันอยู่บนเวที ตอนนี้มีแต่คนมาพูด นำเต้นรำ เพราะว่ามันยังไม่มืดสนิท ไอ้โย๋ นั่งรอตั้งนาน วันนี้เป็นวันครอบครัวของเขา คนจึงมากันคับคั่ง แต่นั่งรอดูหนังกลางแปลง อภิโธ่เอ๋ย
สวัสดีค่ะ
แสดงว่า ไม่ว่าจะหนังกลางแปลงหรือconcert ไปกับครอบครัว ก็สนุกทั้งนั้น เป้าหมายคือการมีเวลาอยู่ด้วยกันนะคะ
เหมือนกับที่ดิฉันเคยมีบันทึกไว้ค่ะ
และคุณหมอ อีกนานไหมคะ จึงจะกลับ คุณลูกสาวสุดที่รัก คงคิดถึงแย่แล้ว
วันนี้เป็นวันครอบครัวของเขา คนจึงมากันคับคั่ง แต่นั่งรอดูหนังกลางแปลง อภิโธ่เอ๋ย
ลืมไปค่ะ
บันทึกที่บอกว่า
เที่ยวที่ไหน ไม่สำคัญกับการที่ได้ไปกับครอบครัวของเราค่ะ
ไปเยี่ยมมาแล้วครับ ขอบคุณคร๊าบ
ลืมบอกไปว่า ผมจะเรียนอยู่ที่นี่อีก 15 สัปดาห์ครับ
และอีก 2 สัปดาห์ก็จะกลับบ้านอีกรอบ
ปลายเดือนนี้คุณภรรยาและลูกสาวก็จะมาเที่ยวที่สิงคโปร์ครับ สาวๆเลยตื่นเต้นกันใหญ่