ทำไมผ้าย้อมครามแม่ฑีตา แห่งบ้านนาดี พรรณานิคม จังหวัดสกลนครจึงมีความโดดเด่นทั้งด้านเอกลักษณ์ความงามและคุณค่าแห่งหัวใจผู้ทำผ้าที่ทำให้ ผู้นุ่งห่มมีทั้งความภูมิใจและความสุขทุกครั้งที่หยิบผ้ามาแต่งกาย

ผู้เขียนไม่ใช่นักสะสมผ้า ผ้าที่มีนำมาใช้ทุกผืนตามโอกาส ความรู้เรื่องผ้าแบบอื่นๆก็มีเพียงน้อยนิด แต่ความรู้เรื่องผ้าคราม และเรื่องราวของผ้าครามแม่ฑีตาเป็นความมหัศจรรย์ที่ได้รู้จักและเรียนรู้ จนอยากแบ่งปันให้ได้รู้กันทั่วๆ เพือให้เกิดความเข้าใจและความภูมิใจในภูมิปัญญาไทยเรา

ที่จริงแม่ฑีตาและคุณจิ๋วแม้เป็นคนดั้งเดิมที่พรรณานิคม แต่มาทำผ้าย้อมครามเมื่อราว 16-17 ปีนี้เอง และแม้ถิ่นอีสานและตำบลบ้านนาดีที่อาศัยอยู่จะมีการทำผ้าครามมาช้านาน เชื่อไหมว่าทั้งแม่ฑีตาและคุณจิ๋วไม่ได้ทำผ้าครามเป็นแต่ต้น แม่ฑีตาเล่าว่าเคยเห็นยายเห็นแม่ของตนทำผ้าย้อมครามใช้เองในบ้าน แต่ไม่ได้สนใจ ไม่มีความรู้ว่าทำอย่างไร เพราะตอนเป็นสาวๆทำแล้วเล็บจะมีแต่สีครามอยู่ติดเล็บดำไปหมดจึงไม่ชอบ

คุณจิ๋วอยู่ในแวดวงหัตถกรรมมาก่อน ในฐานะผู้ไปหา ไปคัดงานผ้าดีๆแล้วนำไปขายในกรุงเทพและที่ต่างๆ มีความรู้เรื่องตลาดผ้าดี แต่ไม่ได้ทำผ้าครามเอง เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ทำงาน มีครอบครัว มีบุตร ธิดา ก็อยู่กรุงเทพกับครอบครัว มีชีวิตที่เร่งรีบ มีชีวิตที่เหมือนไร้ชีวิต แม่ฑีตาก็อยู่ที่พรรณานิคม อยู่ไกลกันมาก ไม่มีเวลาที่จะพบกันนัก

คุณจิ๋วมาคิดๆดูว่าหากลูกๆต้องเติบโตแบบนี้คงแย่ จึงถามตัวเองว่าจะเลือกเอาเงินหรือเอาชีวิตรอด คำตอบคือเอาชีวิตรอดกลับบ้านเกิดซึ่งมีนา มีสวน มีข้าว มีพ่อแม่ ญาติพี่น้องเต็มไปหมด คิดถึงธรรมชาติและความมีอิสระ  แต่คุณพ่อและญาติก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจทุกคน เพราะคิดว่าส่งให้เรียน จบแล้วมีงานทำอยู่กรุงเทพก็ดีแล้ว ทำไมถอยหลังกลับบ้าน

คุณจิ๋วคิดถึงการสร้างอาชีพที่จะทำที่บ้านเกิดและได้ชวนแม่ฑีตา ช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรดี ลงความเห็นว่าจะทำผ้าย้อมครามกัน เพราะพรรณานิคมเป็นแหล่งทำผ้าย้อมครามมานาน สมัยก่อนมีการทำกันแทบทุกบ้าน

แต่เมื่อตอนที่เริ่มต้นนี้ ราวปี2534-2535 คุณจิ๋วบอกว่าที่พรรณานิคมไม่มีต้นครามเหลือเลย เพราะจากรุ่นแม่ไม่มีการทำผ้าย้อมครามกันมากว่าสี่สิบปีแล้ว เมื่อตัดสินใจ มุ่งมั่นจะทำผ้าย้อมครามเลี้ยงชีพ ก็ต้องสืบเสาะหาเมล็ดพันธุ์คราม และจากแม่เฒ่าวัย 70-80ปี ทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านตลอดจนในจังหวัดอื่นๆด้วยที่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องวิธีการทำผ้าย้อมคราม เธอบอกว่าเวลาไปตลาดเห็นใครมือดำจะรีบวิ่งตามไปขอความรู้ ไปพูดคุย และขับรถไปส่งถึงบ้าน

ช่วงหกปีแรกเป็นการบุกเบิกเพาะพันธุ์ต้นคราม และทดลองนำความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ที่บอกให้นำมาทดลองด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกจนสามารถผลิตผ้าย้อมครามได้ดี มีสีสวยงาม แม่ฑีตาเป็นผู้ออกแบบลวดลาย ผลิตออกมาได้ไม่มากนัก ได้สวมใส่เองเป็นประจำและนำไปขายให้เพื่อนพ้องคนรู้จักที่กรุงเทพ และทีในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งคุณจิ๋วจบการศึกษามา และมีรุ่นพี่กำลังเรียนปรฺญญาโททางเคมี คือผ.ศ.อนุรัตน์ สายทอง แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

อาจารย์อนุรัตน์ได้ชักนำคุณจิ๋วให้ร่วมโครงการวิจัยพัฒนาผ้าย้อมครามด้วยกัน สามารถแก้ปัญหาหลักสองประการที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการผลิตผ้าย้อมคราม นั่นคือ ประการแรก หม้อคราม หรือหม้อหมักครามเน่าเสียได้ง่าย หมายถึงสิ่งที่ใช้เวลาเป็นเดือนในการก่อหม้อครามต้องมาสูญลงอย่างง่ายๆ เปลืองทรัพยากร แรงงาน และทำให้เหนื่อยใจอีกด้วย  ปัญหาอีกประการคือ ในกระบวนการย้อม ต้องมีการตีน้ำคราม ซึ่งต้องทำต่อเนื่องครั้งละนานๆ วันหนึ่งหลายครั้ง คนแก่ทำไม่ไหว คนหนุ่มสาวก็ไปอยู่ในเมืองใหญ่กันหมด เครื่องมือนี้จึงช่วยผ่อนแรงและย่นเวลาการเตรียมเนื้อคราม

งานวิจัยดังกล่าวสนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาพสวยๆจากพรรณานิคมได้รับความอนุเคราะห์จากน้องหมูแดง ผู้ประสานงานโครงการ

งานวิจัยได้แก้ปัญหาทั้งสองข้อนี้ได้ นี่ถ้าคิดแบบงานวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าแบบหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ก็คงจบลงแค่ตรงนี้ ได้ความรู้มาแล้วก็ไปประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเร่งกันผลิตมากๆ ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ เอาเรื่องเงินและตลาดมาล่อ คิดแค่สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจ ที่จริงส่วนดีก็มีอยู่แต่มันไม่ยั่งยืน

อาจารย์อนุรัตน์เล่าไว้ในรายงานการสัมมนาผ้าย้อมครามว่า...

"...เมื่อสีสังเคราะห์ถูกนำเข้ามาราวห้าสิบปีที่แล้ว การทำผ้าย้อมครามหายไปเช่นเดียวกับทั่วโลก แต่เมื่อผู้คนโหยหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอีกครั้ง ประมาณปี2535 สกลนครจึงเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่ฟื้นฟูและบำรุงผ้าย้อมครามจากตอของภูมิปัญญาที่ถูกกลบไว้ด้วยวัฒนธรรมชนบทสมัยใหม่...

...ผ้าย้อมครามจึงกลายเป็นความภูมิใจของคนสกลนคร และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีภูมิปัญญาผลิตผ้าย้อมครามได้เช่นกัน ปี 2548 เป็นปีที่ 13 (ของการศึกษา วิจัยและพัฒนา)ของผ้าย้อมครามยุคใหม่หลายรูปแบบ เป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความพิเศษของผ้าย้อมครามแม่ฑีตาอยู่ตรงที่เขาตระหนักถึงปัญหาแท้จริงของผ้าย้อมคราม ว่าไม่ได้อยู่ที่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว เขามองทะลุปัญหาว่า ในท้องตลาดนั้นมีผ้าย้อมครามคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำอยู่เยอะมาก เพราะกระบวนการทำซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าจะได้มาเป็นผ้าหนึ่งผืน และผ้าย้อมครามนั้นมีราคาสูงกว่าผ้าย้อมสีธรรมชาติอื่นๆถึง 5 เท่า จึงมีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ทำการ"ย้อมแมว"หรือเร่งผลิต ผ้าย้อมคราม เช่น เมื่อทราบว่าคนซื้อผ้าที่มีความรู้จะ"ดม"ว่ามีกลิ่นหอมครามหรือเปล่า ก็จะใช้วิธีย้อมสีเคมีไว้เป็นพื้นแล้วนำไปแช่ครามให้มีกลิ่นหอม หรือบางคนไม่ได้ตั้งใจโกงแต่ไม่มีประสบการณ์พอ ก็ใช้น้ำครามที่เตรียมยังไม่ได้ที่มาย้อม สีก็จะหลุดออกไปเรื่อยๆเมื่อซักแต่ละครั้ง

ต้องทราบว่าผ้าครามของแท้ๆนั้นผ่านกระบวนการย้อมที่ทำให้สีครามเมื่อจับติดผ้าแล้วจะกลายเป็นสีที่มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ สีจะสวยแน่นติดผ้าเช่นนั้นจนหมดอายุของผ้า ผ้าครามของแท้ที่มีสีเข้มลึกจะผ่านการย้อมแล้วย้อมอีกกว่ายี่สิบรอบ แต่ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าอ่อนหรือสีน้ำเงินเข้ม สีที่ปรากฎจะต้องสดใส สะอาดไม่ดูขมุกขมอมหรือสีตุ่นๆ และสีจะต้องติดทน คือสีไม่ตก

ผลิตภัณฑ์ตามโครงการโอทอปที่สร้างยอดขายสูงสุดของสกลนครคือผ้าย้อมคราม  นอกจากนี้ ฝรั่งเศส ญี่ป่นและอิตาลี ต้องการผ้าย้อมครามคุณภาพดีจากสกลนครไม่จำกัดจำนวน ในราคาที่สูงใกล้เคียงกับผ้าไหม แต่ภูมิปัญญาและกำลังการผลิต "ผ้าย้อมครามคุณภาพดี" ไม่พอ เนื่องด้วยขาดปัจจัยหลายอย่าง

อาจารย์อนุรัตน์อธิบายว่าปัญหามีหลายมุม เช่น การจะหาผู้บริหารจัดการที่เข้าใจทั้งเรื่องธุรกิจ ข้อจำกัดของการทำผ้าย้อมคราม และวัฒนธรรมของคนชนบทก็หาได้ยาก ทั้งยังขาด ผู้ชำนาญการย้อมคราม ผู้ชำนาญการออกแบบผลิตภัณฑ์  การได้มาซึ่งเส้นใยฝ้ายธรรมชาติที่มีคุณภาพ และผู้ผลิตผ้าย้อมครามที่มีวินัยในตนเอง

สีน้ำเงินสดใสของสีครามเป็นหนึ่งในบรรดาสีเก่แก่ของโลก มีอดีตยาวนานร่วม 6000 ปี ถือกันว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม หรือ "The King of Dye"  เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่วัฒนธรรมโบราณในเมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีซ โรม อาฟริกา และเอเซีย ทว่าต้นกำเนิดของสีครามนั้นอยู่ในอินเดีย สังเกตได้จากคำว่า Indigo ซึ่งแปลว่าสีคราม

ในสมัยโบราณเนื่องจากสีครามเป็นสีหายากจึงใช้กันสำหรับเฉพาะราชวงศ์ และคนชั้นสูง ในบางแห่งเช่นคาเมรูน ถือว่าสีครามบ่งบอกความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงาม

สำหรับประเทศไทย ผ้าย้อมครามนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผ้าในดวงใจนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงานโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม

ในเมืองไทยของเราแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานบ่งบอกค่านิยมเช่นกล่าวข้างต้น แต่ชาวบ้านแถบอีสานใช้ผ้าย้อมครามก็เพราะเป็นสีที่ได้จากวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น โดยใช้เพียงส่วนใบของต้นคราม ไม่ต้องไปถากเปลือกหรือขุดรากถอนโคนพืชมาทั้งต้น สีที่ได้ยังติดแน่นคงทนอยู่กับผ้าจนกว่าจะหมดอายุของผ้า ไม่ซีดจางไปง่ายๆ เหมือนสีย้อมธรรมชาติอื่นๆ การย้อมก็ประหยัดพลังงานอีกด้วย เพราะไม่ต้องใช้ถ่านใช้ฟืนต้ม เพราะสีครามได้จากกรรมวิธีการหมัก หรือย้อมเย็น ซึ่งมีกรรมวิธีซับซ้อน น่าทึ่งในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สังเกตขั้นตอน ทดลองทำโดยไม่ได้มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆมาช่วย จนความรู้ตกผลึกและส่งผ่านความรู้มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน

ในภาคอีสานของเรา ซึ่งเป็นถิ่นผ้าย้อมคราม ใช้พืชที่เรียกว่าต้นคราม (indigofera tinctoria) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน เป็นครามพันธุ์นี้ใช้กันมากที่สุดในเอเชีย และทางวิชาการถือว่าเป็นครามแท้ ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่ให้สีน้าเงินเหมือนกัน แต่จะมีกระบวนการย้อมที่แตกต่างกันออกไป อย่างที่เราอาจคุ้นหู คุ้นตากันมากคือ สีนำเงินกับเสื้อม่อฮ่อม

มักมีผู้ถามเสมอว่าผ้าครามกับผ้าม่อฮ่อมใช่อย่างเดียวกันหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ เพราะแม้เป็นผ้าย้อมสีธรรมชาติด้วยกัน แต่มาจากพืชคนละชนิด และวิธีการย้อมก็ต่างกัน

ต้นครามชอบขึ้นในที่แห้งแบบถิ่นอีสาน ส่วนต้นฮ่อมนั้นชอบที่ชื้นและเย็นแบบทางเหนือ ในภาคใต้ก็มีพืชหายากที่ให้สีน้ำเงินเช่นกันชื่อ "ย่านคราม" ยังมีพืชอื่นๆอีกมาก เช่นญี่ปุ่นและเกาหลีสกัดสีครามจาก Polygonum tinctoria ส่วนชาวจีนและเวียดนามสกัดสีครามจาก Strobilanthes flaccidifolius

การใช้สีย้อมธรรมชาติเกือบทุกสี การสกัดสีจากธรรมชาติทุกชนิด ใช้วิธีต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเข้มข้น และย้อมขณะน้ำสีร้อน มีเพียงสองสีธรรมชาติในโลก คือสีจากผลมะเกลือและใบคราม ที่ใช้วิธีการหมักและการย้อมเย็นซ้ำหลายๆครั้ง

ที่สามารถนำมาเล่าถึงขั้นตอนกระบวนการได้ก็เนื่องมาจากการที่ทีมงานวิจัยของอาจารย์อนุรัตน์ได้ทำการศึกษาร่วมกับชุมชน จนถอดรหัสความรู้การทำผ้าย้อมคราม ออกมาเป็นคำอธิบายบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ และที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งคือ ความรู้ที่ได้นี้ยังสามารถคงเสน่ห์แห่งผ้าย้อมครามไว้ได้เต็มเปี่ยม

การเตรียมสีครามและย้อมสีครามมีเทคนิคพิเศษกว่าการย้อมสีธรรมชาติอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การเลือกใบครามอายุพอดี ที่แก่ซัก 3-4 เดือนและต้องเก็บกันตอนเช้ามืดก่อนน้ำค้างแห้ง

 

ขออภัยที่ไม่สามารถเขียนให้จบในสองตอนอย่างที่คาดไว้ เพราะอยากให้ท่านผู้อ่านได้ซึมซับความละเอียดแห่งภูมิปัญญาในทุกแง่มุม

ตอนต่อไปมาติดตามกันว่าทำไมต้องเก็บใบครามกันแต่เช้าตรู่ แล้วทำอย่างไรกันต่อ ความลับอะไรที่ฝรั่งค้นไม่พบ เรื่องราวของการใช้ประโยชน์แม้จากกากครามที่ใช้ย้อมผ้าไม่ได้แล้ว ไม่มีอะไรทิ้งเสียเปล่าสักอย่าง และเรื่องของสาวญี่ปุ่นที่มาฝากตัวเป็นศิษย์แม่ฑีตา เป็นเรื่องน่าคิด ติดตามอย่างยิ่ง